แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พฤกษ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พฤกษ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ศาลสั่งรื้อร้านค้าริมทางรถไฟหัวหิน หลังเป็นปัญหายืดเยื้อเกือบ 10 ปี

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 สิงหาคม 2552 15:49 น.
ตัวแทนการรถไฟแห่ง ประเทศไทย และเจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เข้ารื้อถอนร้านค้าริมทางรถไฟหัวหิน ที่บริษัท หัวหินพัฒนาที่ดิน จำกัด เป็นเจ้าของสัมปทานสร้างร้านค้าให้เช่า หลังศาลปกครองมีคำสั่งให้รื้อถอน
โดยก่อนหน้านี้ การรถไฟแจ้งบริษัทให้แก้ไขปรับปรุงสิ่งปลูกสร้างที่เพิ่มเติมนอกเหนือสัญญา เพราะมีการล่วงล้ำเข้าไปในเขตรถไฟ ซึ่งการรถไฟจะปรับปรุงทางตัดข้ามทางรถไฟให้สัญจรได้สะดวก และเพิ่มเครื่องกั้นป้องกันอุบัติเหตุ แต่บริษัทไม่ปฏิบัติตาม และเป็นปัญหายืดเยื้อมากว่า 10 ปีแล้ว
ส่วนการรื้อถอนครั้งนี้ เจ้าหน้าที่นำรถบรรทุกมาช่วยขนของให้พ่อค้าแม่ค้า โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลความสงบตลอดการรื้อถอน ขณะที่ผู้ค้าบางส่วนไม่พอใจ และกล่าวว่า ไม่เคยทราบเรื่องมาก่อน (เป็นไปอย่างไร?)

เปิดกรุที่ดินรถไฟ 2.3 แสนไร่ ดึงเอกชนลงทุนปั้นรายได้ 2 หมื่นล้าน


ประชาชาติธุรกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 4123 วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

กลายเป็นคำถามคาใจหลังสหภาพรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.ร.ฟ.ท.) เปิดประเด็นที่ดิน ร.ฟ.ท.หายไปไหน 2 หมื่นไร่ จากอดีต 254,000 ไร่ ปัจจุบันเหลือ 234,976 ไร่

ขณะที่คำชี้แจงของผู้บริหาร ร.ฟ.ท. ระบุว่า ที่ดินไม่ได้หายไปไหน เพียงเปลี่ยนวิธีการสำรวจใหม่เมื่อปี 2549 จากเดิม ใช้คนสำรวจและรวบรวม มาเป็นใช้คอมพิวเตอร์ทำให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนไป

ด้วยที่ดินในมือมีมูลค่ามหาศาลทำให้การจัดหารายได้จากที่ดินเป็นทางเลือก หนึ่งที่ ร.ฟ.ท.จะใช้ล้างหนี้ที่มีอยู่ 72,849 ล้านบาท ซึ่งเป็นที่มาของการจัดตั้งบริษัท บริหารทรัพย์สิน จำกัด บริษัทลูกของ ร.ฟ.ท. ซึ่งถูกบรรจุไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ โดยมีทุนจดทะเบียน 60 ล้านบาท

โดยจะดำเนินการในรูปแบบ Management Agency มีหน้าที่ดูแลบริหารจัดการที่ดิน จัดเก็บรายได้และบริหารสัญญาเช่าที่ดินทั้งหมด ซึ่งคล่องตัวกว่าในการจัดการกับผู้บุกรุก บริหาร สัญญาเช่า และเป็นที่ปรึกษาในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ร่วมกับเอกชน

จัดประโยชน์ได้จริง 3.6 หมื่นไร่

สำหรับที่ดินทั้ง 234,976 ไร่ ส่วนใหญ่เป็นที่ดินใช้ประโยชน์เพื่อการเดินรถ 198,674 ไร่ หรือ 84.55% (บ้านพัก 3,755 ไร่ ย่านสถานี 5,333 ไร่) ที่ดินเพื่อการหาประโยชน์ด้านการพาณิชย์ 36,302 ไร่ หรือ 15.45% (บริหารจัดการไปแล้ว 34,487 ไร่ ย่านพหลโยธิน 1,070 ไร่ มักกะสัน 745 ไร่) ปัจจุบัน ร.ฟ.ท.มีรายได้จากการให้เช่าพื้นที่ประมาณ 1,000 ล้านบาท/ปี ตั้งแต่ ปี 2549 และเติบโตต่อเนื่องมาตลอด

ปัญหาที่ผ่านมาคือแม้จะมีที่ดินทำเลทอง ในมือมาก แต่ทำรายได้น้อย เพราะมี จุดอ่อนในการบริหารจัดการ และถูกบุกรุกจำนวนมาก จึงต้องให้มืออาชีพเข้ามา บริหารจัดการแทน ทั้งการหาเอกชนมาเช่า และพัฒนาโดยลงทุนร่วมกัน

แต่ปัจจุบันการดำเนินการดังกล่าว ยังขึ้นตรงกับบริษัทแม่คือ ร.ฟ.ท. โดยจะจ่ายค่าธรรมเนียมบริหารจัดการให้บริษัทบริหารทรัพย์สิน 10% ของรายได้จากการหาประโยชน์ เฉลี่ยอยู่ที่ 214 ล้านบาท/ปี มีค่าใช้จ่ายที่ 104 ล้านบาท/ปี กำไรสุทธิเฉลี่ย 74 ล้านบาท/ปี

ขณะที่ประมาณการรายได้การบริหารสินทรัพย์ของ ร.ฟ.ท.ใน 15 ปี อยู่ที่ 36,313 ล้านบาท เริ่มจากปี 2553 จำนวน 1,744 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 5% จนถึงปี 2567 จะอยู่ที่ 3,013 ล้านบาท

ดึงเอกชนลงทุนทำเลทอง

ตามแผนจะนำที่ดินมาให้บริษัทลูก มาบริหาร 3 ส่วน คือ 1.ในเขตกรุงเทพฯ เป็นโครงการขนาดใหญ่ ให้เอกชนเข้าร่วมลงทุน ผลตอบแทนรวมกว่า 14,613 ล้านบาท นำร่องที่มักกะสัน 571 ไร่ เช่า 30 ปี ผลตอบแทน 1.2 หมื่นล้านบาท สถานีแม่น้ำ 279 ไร่ เช่า 30 ปี 2,265 ล้านบาท ย่านพหลโยธิน 2,983 ไร่ บริเวณ ก.ม.11 พื้นที่ 278.94 ไร่ หลังบริษัท ปตท. 17.13 ไร่ ให้เช่า 30 ปี 347 ล้านบาท

2.พื้นที่ทั่วประเทศ ผลตอบแทน 751 ล้านบาท มีรัชดาฯแปลง 5-6 พื้นที่ 2.19 ไร่ ให้เช่า 30 ปี 41.58 ล้านบาท เทิดพระเกียรติแปลง 1 พื้นที่ 4.78 ไร่ ให้เช่า 30 ปี 75.75 ล้านบาท มหาชัย 15.43 ไร่ ให้เช่า 30 ปี 66.69 ล้านบาท

พหลโยธินแปลง 5 พื้นที่ 7.92 ไร่ ให้เช่า 30 ปี 222.48 ล้านบาท รัชดาภิเษกแปลง 4 พื้นที่ 0.73 ไร่ ให้เช่า 30 ปี ผลตอบแทน 6 ล้านบาท รัชดาภิเษกแปลง 9 พื้นที่ 1.09 ไร่ ให้เช่า 30 ปี 22.46 ล้านบาท รัชดาภิเษกแปลง 34 พื้นที่ 0.91 ไร่ ให้เช่า 30 ปี 9.50 ล้านบาท พหลโยธินบริเวณถนนกำแพงเพชร 2 พื้นที่ 11 ไร่ พหลโยธินถนนกำแพงเพชร 6 พื้นที่ 4.96 ไร่ เช่า 20 ปี 37 ล้านบาท

เทิดพระเกียรติแปลง 2 พื้นที่ 5.87 ไร่ สถานีเชียงใหม่ ลำปาง ศิลาอาสน์ พิษณุโลก สระบุรี หนองคายใหม่ ขอนแก่น หัวหิน ท่านุ่น-พังงา

3.ต่อสัญญาเช่าเดิม ผลตอบแทน 20,133.230 ล้านบาท อาทิ พหลโยธินกับบริษัท เซ็นทรัล 47.22 ไร่ สัญญา 20 ปี 2 หมื่นล้านบาท สถานีหัวหิน 2.229 ไร่ สัญญา 10 ปี 47.24 ล้านบาท สถานีสงขลา ปาดังเบซาร์ สุไหงโก-ลก ฯลฯ

โดย ร.ฟ.ท.วาดเป้าจะมีรายได้คิดเป็นผลตอบแทนรวมไม่น้อยกว่า 21,195 ล้านบาท แต่หากบริษัทลูกยังจัดตั้งไม่ได้ที่ดินเหล่านี้ก็ยังบริหารจัดการไม่ได้

เร่งสำรวจที่ดินรถไฟทั่วประเทศ


มติชนรายวัน ฉบับที่ 11442 ฉบับวันที่ 08 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

หารายได้ชดเชยหนี้-บำนาญ สคร.ชี้หยุดงานกระทบแอร์พอร์ตลิงก์

บอร์ดพัฒนาที่ดิน สั่ง ร.ฟ.ท.เร่งสำรวจที่ดินทั่วประเทศ เพื่อแยกประเภท พัฒนาสร้างรายได้ ตั้งจ่ายหนี้คงค้างกว่า 7 หมื่นล้านบาท และบำนาญอีกปีละ 2 พันล้านบาท สคร.เผย สหภาพแรงงาน หยุดเดินรถกระทบ วางระบบ "แอร์พอร์ตลิงก์" หวั่นไม่ทันเปิดทดลอง 5 ธ.ค.นี้

นายประกิจ พลเดช ผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการได้สั่งให้ ร.ฟ.ท.เร่งสำรวจที่ดินทั่วประเทศ เพื่อนำมาแบ่งประเภทและพัฒนาให้เกิดประโยชน์ สร้างรายได้ เพื่อชดเชยหนี้สินคงค้างกว่า 7.3 หมื่นล้านบาท และจ่ายค่าบำนาญของพนักงานที่มีกว่า 2 พันล้านบาทต่อปี

นายประกิจกล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังพิจารณาเรื่องการบุกรุกที่ดินของ ร.ฟ.ท.พบว่า มีชุมชนที่บุกรุกที่ดิน 358 ชุมชน เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปี 2551 มีชุมชนที่บุกรุกถึง 250 ชุมชน จากปี 2546 ที่มีเพียง 128 ชุมชนเท่านั้น ซึ่งบางส่วนเป็นการขยายชุมชนให้ใหญ่ขึ้น บางส่วนบุกรุกพื้นที่เพื่อสร้างชุมชนใหม่ ซึ่ง ร.ฟ.ท.จะต้องไปดูรายละเอียดว่า แต่ละพื้นที่มีที่ดินที่ถูกบุกรุกและเป็นชุมชนใหม่จำนวนเท่าไร เพื่อรายงานให้คณะกรรมการทราบและหาแนวแก้ไขต่อไป

นายประกิจกล่าวถึงผู้บุกรุกที่อยู่ในแนวโครงข่ายรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชันว่า ชุมชนบางซื่อได้ยื่นเงื่อนไขให้ ร.ฟ.ท.ช่วยเหลือ เช่น ขอย้ายไปใช้พื้นที่บริเวณคลองต้นซุง หรือพื้นที่อื่นของ ร.ฟ.ท.แต่ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน เพราะต้องดูรายละเอียดอีกครั้ง

ด้านายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวถึงการชุมนุมประท้วงของการหยุดเดินรถไฟของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ร.ฟ.ท.ว่า กระทบต่อการจัดตั้งบริษัทและการจัดการวางระบบรางของรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ เพราะผู้ว่าการ ร.ฟ.ท.ต้องใช้เวลาในการเจรจากับสหภาพแรงงาน ทำให้งานทุกอย่างหยุดชะงัก รวมถึงการเดินหน้าตามแผนฟื้นฟูของ ร.ฟ.ท.ด้วย ซึ่งจะต้องรอการเจรจากับสหภาพแรงงานให้จบก่อน อาจจะทำให้การเปิดทดลองใช้ไม่ทัน ในวันที่ 5 ธันวาคม จากที่เลื่อนมาแล้วครั้งหนึ่งที่จะเปิดทดลองใช้ในวันที่ 12 สิงหาคมนี้

นายอารีพงศ์กล่าวถึงการจัดตั้งบริษัทลูกเพื่อบริหารสินทรัพย์ของ ร.ฟ.ท.ว่า เป็นบริษัทจำกัดที่ร.ฟ.ท.ถือหุ้น 100% ซึ่งเป็นข้อเสนอของสภาพแรงงานว่า ควรจ้างผู้เชี่ยวชาญมาบริหาร หาก ร.ฟ.ท.ไม่มีความเชี่ยวชาญพอ เพื่อสร้างรายได้ต่อปีให้มากกว่า 2 พันล้านบาท จากเดิมที่มีรายได้จากการบริหารสินทรัพย์เพียงปีละ 1.5-2 พันล้านบาทเท่านั้น ทั้งที่มีทรัพย์สินอยู่จำนวนมาก

การปรับปรุงกิจการ รฟท. จำเป็นอย่างยิ่งเพื่อ นำที่ดิน รฟท. ออกมาใช้แทนที่จะทิ้งรกร้างไปเปล่าๆ


อารีพงศ์ บุญชะอุ่ม (หัวหน้าสำนักงานนโยบายรัฐวิืสาหกิจ) ยืนยันว่า รฟท. ต้องโดนเปลี่ยนโครงสร้างถ้าอยากจะให้มีัความสามารถในการลงทุนทำทางคู่ทั่วพระราชอาณาจักร หารถจักรรถพ่วง มาใช้งานมากพอแก่ความต้องการ และ สร้างทางใหม่ที่คงค้่างไว้อยู่ แม้่ว่าการเปลี่ยนโครงสร้าง จะเป็นยาขมหม้อใหญ่ ที่สหภาพฯ รังเกียจนักรังเกียจหนา ทั้่งนี้เนื่องจาก สำนักงานนโยบายรัฐวิืสาหกิจ ให้เวลา รฟท. 10 ปี ในการแก้ไขตัวเองให้ได้จำนวนผู้โดยสารกลับมาอยู่ที่ Peak ในปี 2535 และมีกำไรพอชำระหนี้ได้ แต่ รฟท. ทำไม่สำเร็จ

สำนักงานนโยบายรัฐวิืสาหกิจกำหนดไว้ชัดเจนว่้า รฟท. ต้องปรับปรุงส่วน core train operations จากขาดทุน 2150 ล้านบาทในปี 2009 เป็นกำไร 287 ล้านบาทในปี 2012 และ เร่้งทำกำไรให้ถึง 1240 ล้านบาทในปี 2018 เพืท่อทำให้ค่า EBITDA (Earnings before interest, taxes, depreciation and amortisation) เพิ่มจาก -3580 ล้านบาทในปี 2009 เป็น -491 ล้านบาท ในปี 2018

การที่จะทำให้ได้เป้าหมายตามนี้ ก็หนีไม่พ้นเรื่องบริหารจัดการที่ดิน รฟท. พร้อมการเพิ่มประสิทธิภาพ และ ปรับปรุงหนี้สินให้อยู่้ในระดับจัดการได้ ก่อนจะลงทุนเพิ่มให้ในหลัก แสนล้านบาทในอีก 10 ปีข้างหน้า

นอกจากนี้ รฟท. ต้องปรับปรุง Logistic ให้เป็นไปตามแผนการลงทุน 1 ล้าน 4 แสนล้านบาท ซึ่งกด็หนีไม่พ้น การเปลี่ยนโครงสร้างขนานใหญ่ที่ สหภาพรังเกียจนัก ที่ เป็นเช่นนี้ก็เพราะ รฟท. ใช้จ่ายเงินเพียง 50% ของ งบ 1-2 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้ในการ Rehab ทาง และ ซ่อมบำรุงรถจักร รถพ่วงและทางถาวร ทำให้ รัฐบาลแทบจะหมดความมั่นใจว่าแผนที่จะลงทุุน 195000 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2010 - 2014 จะเป็็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะ รัฐบาลต้องการเห็น รฟท. จ่ายเงิน80-90% ของ งบประมาณ เพื่อใช้ในการ Rehab ทาง และ ซ่อมบำรุงรถจักร รถพ่วงและทางถาวร

สำนักงานนโยบายรัฐวิืสาหกิจ แจ้งว่า สำนักงานนโยบายรัฐวิืสาหกิจ ให้เวลา รฟท. 10 ปี ในการแก้ไขตัวเองแต่ก็ล้มเหลว ทำให้ รัฐบาลต้องมี มติครม. ออกมาเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2009 เพื่อปรับโครงสร้าง รฟท. โดยการตั้งบริษัทลูก คุมการบริหารจัดการทืี่ดินและการเดินรถ ซึ่ง บริษัทลูก คุมการเดินรถ จะต้องคุม ทั้ง Airport Link และ BKK Red line Commuter Networks ส่วน บริษัทลูก คุมการบริหารจัดการทืี่ดิน จะคุมส่วน Non-Core อันได้แก่ที่ดินรถไฟ38,604 ไร่มูลค่า 202000 ล้านบาท

แต่สหภาพ รฟท. ได้นัดหยุดงาน 2 วันโดยตั้งข้อกล่าวหาว่า รัฐบาลว่า มติครม. ออกมาเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2009 เป็นแผนการขายกิจการให้เอกชน สร้างความเดือดร้อนให้ผู้โดยสาร 2 แสนคนทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม ผู้วางแผนนโยบายยืนยันกลับไปว่า ถ้า สหภาพ รฟท. ไม่ยอมรับแผนตามมติ ครม. ออกมาเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2009 ก็ไม่มีเหตุึสมควรที่จะได้รับการลงทุนใหม่เป็นอันขาด

10ปี ที่ผ่านมาได้วางรางใหม่ไม่ถึง 100 กิโลเมตร ให้สำหรับเครือข่าย 4000 กิโลเมตรที่ชักจะชราภาพไปแล้ว

นอกจากนี้ การก่อสร้างสายแดง ที่ล่าช้าไป 6 เดือน เป็นข้อยืนยันว่า รฟท. เสื่อมความสามารถในการคุมการก่้อสร้างให้เป็นไปตามตารางเวลา หรือ ตามเป้าหมาย

ว่ากันตามจริงแล้ว รัฐบา่ลมีแผนให้ รฟท. ต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใหม่ แต่ปี 2000 แต่ สหภาพ ไม่ยอมแผนของรัฐบาล ตอนแรกจะใช้แผนเดียวกับ ปตท. แต่สหภาพไม่ยอม ก็เลยออก แผน ใหม่ ที่ยอมให้ รฟท. มีหุ้นในบริษัทลูก 100%

ดร. อารีพงศ์ บ่นให้นักข่าวบางกอกโพสต์ว่า ทางสำนักนโบายรัฐวิสาหกิจ ไม่เข้าใจว่า สหภาพฯ ยังไม่เลิกนัดหยุดงานต่อต้านรัฐบาลไปเพื่ออะไร ในเมื่อ นโยบายตั้ง บริษัทลูกทั้ง 2 นี้ เป็นสิ่งที่ สหภาพฯ ได้ร้องขอมาเอง การเรียกร้องไม่มีที่สิ้นสุดเช่นนี้ รัฐบาลจะไม่ยอมให้สหภาพทำอีกเป็นอันขาด เพราะ รัฐบาลไม่ยอมรับข้อกล่าวหาของสหภาพว่า การตั้งบริษัทลุก 2 บริษัท เป็นแค่แผนลวงเพื่อขายกิจการ รฟท. ถ้ารั้นจะนัดหยุดงานอีก ให้ไปเพียง กับอัยการ และ ผู้พิพากษา ในศาลก็แล้วกัน

นโยบายใหม่จ้างเอกชนไล่ที่เปิดทางสร้างรถไฟฟ้า


เดลินิวส์ วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน 2552

การไล่รื้อชุมชนบุกรุก เป็นปัญหาสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาที่ดินของหน่วยงานราชการ ที่มักเกิดเป็นกรณีพิพาทระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับประชาชนยืดเยื้อคาราคาซังกัน เห็นกันมาทุกยุคทุกสมัย

การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ก็เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ประสบกับปัญหาการไล่รื้อชุมชนบุกรุกในที่ดินของ รฟท. เพื่อนำที่ดินไปพัฒนาโครงการ อื่น ๆ โดย รฟท. มีที่ดินทั้งหมด 220,000 ไร่จากทั่วประเทศ เป็นที่ดินในกรุงเทพฯ ประมาณ 3,000 กว่าไร่ ที่ดินหลัก ๆ อยู่ที่ย่านพหลโยธิน 2,200 ไร่ มักกะสัน 570 ไร่ สถานีแม่น้ำย่านคลองเตย 276 ไร่ และที่เหลือเป็นที่ดินตามแนวสายทางรถไฟและสถานีรถไฟ ซึ่งที่ดินเกือบทั้งหมดของ รฟท. ถูกชุมชนบุกรุกจับจองตั้งถิ่นฐานทำมาหากินกันมานาน ขณะที่ข้อมูลจากสำนักพัฒนาชุมชน กทม. มีการขึ้นทะเบียนชุมชนไว้ทั้งสิ้น 1,981 ชุมชน เป็นชุมชนที่บุกรุกที่ดินของหน่วยงานราชการมากถึง 126 ชุมชน ซึ่งส่วนนี้เป็นเพียงจำนวนที่สำรวจและเก็บข้อมูลการขึ้นทะเบียนไว้ตั้งแต่สมัยที่นายพิจิตต รัตตกุล เป็น ผู้ว่าฯ กทม. และเปิดโอกาสให้ชุมชนบุกรุกมาขึ้นทะเบียนได้เท่านั้น ซึ่งหลังจากนั้นไม่อนุญาตให้ชุมชนบุกรุกขึ้นทะเบียนแล้วจึงไม่มีการเก็บข้อมูลดังกล่าวไว้ ซึ่งน่าจะมีเพิ่มอีกจำนวนหนึ่ง

ตั้งแต่รัฐบาลมีนโยบายในการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนระบบราง เพื่อพัฒนาศักยภาพการเดินทางของคนกรุงเทพฯ ลดปัญหาการจราจรติดขัด ที่เป็นปัญหาเรื้อรังมานานของเมืองหลวง รฟท. ก็เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ได้รับผิดชอบโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ที่เป็นเส้นทางแกนหลักก่อสร้างตามแนวทางรถไฟเดิม โดยได้รับอนุมัติก่อสร้างเส้นทางแรก คือ รถไฟฟ้าเชื่อมต่อท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และอาคารผู้โดยสารอากาศยานในเมือง หรือแอร์พอร์ตลิงก์ มีการลงนามสัญญาจ้างบริษัท ชิโนไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด เป็นผู้ก่อสร้างโครงการ ในวันที่ 19 ก.พ. 2548 โดยมีกำหนดเสร็จสิ้นทั้งโครงการตามสัญญาในวันที่ 5 พ.ย. 2550 แต่มาจนถึงขณะนี้คนกรุงเทพฯ ยังไม่ได้นั่งรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ เนื่องจากโครงการก่อสร้างมีความล่าช้ามาตั้งแต่เริ่มต้น นั่นคือ การไล่รื้อชุมชนบุกรุกตามแนวเส้นทางรถไฟสายตะวันออก ตั้งแต่ สถานีพญาไท ไปจนถึงทางเข้าสนามบินสุวรรณภูมิ ที่ รฟท.ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้กับผู้รับเหมาได้ตามกำหนด ส่วนหนึ่งมาจากขั้นตอนทางระบบราชการที่ล่าช้าของ รฟท.ในเรื่องการเบิกจ่ายเงินค่าช่วยเหลือเมื่อเจรจากับชาวบ้านได้แล้ว ต้องใช้เวลาเบิกจ่ายนานถึง 6 เดือน กว่าจะนำเงินมาจ่ายชาวบ้านได้ ทำให้ชาวบ้านไม่ยอมตกลงด้วย เพราะเวลาผ่านไปนานทำให้ราคาเปลี่ยนแปลงไป

รฟท. จึงใช้เรื่องดังกล่าวเป็นบทเรียนในโครงการต่อมา หลังจากที่ได้รับอนุมัติให้ก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน จึงได้มีการระบุข้อกำหนดในเอกสารประกวดราคาว่า ผู้รับเหมาโครงการจะต้องทำหน้าที่ไล่รื้อชุมชนบุกรุกตามแนวสายทางโครงการด้วย เพื่อลดปัญหาเดิม ๆ ในการส่งมอบพื้นที่ให้ผู้รับเหมาล่าช้า โดย รฟท. ให้เหตุผลว่าเอกชนมีศักยภาพในการเจรจารื้อย้ายชุมชนบุกรุกได้ดีกว่า รฟท. ซึ่งในขณะนั้นมีผู้รับเหมาสนใจยื่นประมูลโครงการนี้เพียงรายเดียว คือ กลุ่มกิจการร่วมค้ายูนิค-ชุนวู จอยต์ เวนเจอร์ และได้งานไป โดยผู้รับเหมาได้ลงพื้นที่เริ่มงานไปเมื่อวันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้การรื้อย้ายมีความก้าวหน้าไปแล้ว 30% รื้อย้ายไปแล้ว 200 หลังคาเรือน เจรจาไกล่เกลี่ยไปแล้ว 800 หลังคาเรือน จากทั้งหมด 3,000 หลังคาเรือน ซึ่ง รฟท. เผยว่าเป็นความก้าวหน้าที่ดี ไม่มีปัญหาล่าช้าเหมือนโครงการแอร์พอร์ตลิงก์

ล่าสุด รฟท. เตรียมเดินหน้าก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าชานเมืองสาย สีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต หลังจากได้รับอนุมัติเงินกู้จากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่นหรือไจก้า วงเงิน 23,341 ล้านบาท รฟท. ก็เริ่มเดินหน้าโครงการทันที เริ่มจากการเตรียมจ้างเอกชนเข้ารื้อย้ายอาคาร สิ่งปลูกสร้าง และทรัพย์สินของผู้บุกรุกออกจากพื้นที่โครงการ งบประมาณ 71,043,600 บาท โดยเอกชนที่ได้งานจะต้องรื้อย้ายอาคาร สิ่งปลูกสร้าง และทรัพย์สินของผู้บุกรุกออกจากพื้นที่โครงการในแนวทางรถไฟสายเหนือ คือ ตั้งแต่บริเวณก่อนเข้าสถานีบางซื่อ กม.6+000.00 ถึงสถานีรังสิต กม.32+350.00 จำนวนประมาณ 1,236 ครัวเรือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการประกาศร่างทีโออาร์ให้ผู้สนใจเข้าแสดงความเห็นตามระเบียบพัสดุ ก่อนเปิดประกวดราคาจ้างต่อไป

นายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการ รฟท. เปิดเผยว่า นโยบายของ รฟท. ขณะนี้ คือ ใครก็ตามที่มาก่อสร้างโครงการตามแนวเส้นทางรถไฟ จะต้องรับผิดชอบงานรื้อย้ายผู้บุกรุกไปด้วย ซึ่ง รฟท. ได้รวมค่ารื้อย้ายไว้ในงบประมาณก่อสร้าง สาเหตุที่ รฟท. ไม่ไล่รื้อเอง เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมาถูกมวลชนต่อต้านมาตลอด และมีขั้นตอนการเบิกจ่ายล่าช้าส่งผลให้การเจรจาไม่ได้ผลเท่าที่ควร แต่การจ้างเอกชนไล่รื้อจะมีประสิทธิภาพดีกว่า สามารถจ่ายค่าช่วยเหลือให้ชาวบ้านได้เร็ว โดย รฟท. จะเป็นฝ่ายสนับสนุนให้เอกชนในการประสานงานเรื่องข้อกฎหมายต่าง ๆ เพื่อให้งานเดินหน้าได้อย่างรวดเร็ว ซึ่ง รฟท. ได้เริ่มทำมาแล้วในโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายบางซื่อ-ตลิ่งชัน ซึ่งได้ผลที่น่าพอใจ ส่วนโครงการรถไฟฟ้าสายบางซื่อ-รังสิต ที่ รฟท.ต้องจ้างเอกชนมาไล่รื้อก่อน โดยเฉพาะนั้น เนื่องมาจากข้อกำหนดของไจก้า ที่ รฟท. ต้องแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของโครงการก่อนเบิกเงินไปใช้จ่าย นั่นก็คือต้องรื้อย้ายชุมชนบุกรุกออกจากแนวโครงการ เพื่อให้การก่อสร้างเดินหน้าได้อย่างไม่ติดขัด แต่ทางไจก้าไม่ต้องการให้ รฟท. นำเงินกู้จากองค์กรไปจ้างเอกชนไล่รื้อชุมชนบุกรุก เพราะเกรงว่าจะเกิดภาพลบต่อองค์กรว่าให้เงินไปรื้อย้ายชาวบ้าน รฟท. จึงต้องใช้งบประมาณของรัฐบาลไทยจำนวน 71 กว่าล้านบาท จ้างเอกชนมาไล่รื้อให้เรียบร้อยก่อนให้ผู้รับเหมาก่อสร้างเข้าพื้นที่

“การจ้างเอกชนไล่รื้อชุมชน รฟท. มีหลักเกณฑ์กำหนดเรื่องค่ารื้อย้าย ซึ่งต้องให้ความเป็นธรรมกับชาวบ้าน แต่ไม่ถึงขั้นที่จะต้องหาที่อยู่ให้ใหม่ โดยจะทำหน้าที่ประสานกับการเคหะแห่งชาติ หากชาวบ้านต้องการให้ช่วยหาที่อยู่ใหม่ เชื่อว่าเอกชนจะใช้วิธีการเจรจาอย่างละมุนละม่อม คุยกันดี ๆ ช่วยกันหาทางออก แต่หากเกิดความรุนแรงขึ้น รฟท. จะเข้าตรวจสอบเรื่องว่ามีสาเหตุจากอะไร หรือมีใครอยู่เบื้องหลังให้เกิดความรุนแรงหรือไม่” นายยุทธนากล่าว

หวังว่าการเจรจาไล่รื้อจะเกิดขึ้นในทางที่ดี เป็นไปตามหลักมนุษย ธรรม ไม่มีความรุนแรง และที่สำคัญชาวบ้านที่บุกรุกเองก็ไม่ควรดื้อแพ่ง ทำตามกฎเกณฑ์ของสังคม ก็จะทำให้สังคมน่าอยู่และมีการพัฒนาไปในทิศทางที่ดีต่อไป.

ตั้งกก.3ฝ่ายแก้ปัญหา ชุมชนรุกที่รถไฟทั่วปท.


Posttoday วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2552

คมนาคมตั้งคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่ายแก้ไขปัญหาชุมชนแนวก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง และชุมชนริมทางรถไฟทั่วไทย

เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ที่ผ่านมา ได้มีตัวแทนชุมชนที่บุกรุกที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท) และชุมชนที่อาศัยอยู่ในแนวเส้นทางก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ–รังสิต ประมาณ 200 คน ได้ชุมนุมประท้วงหน้ากระทรวงคมนาคม เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือ โดยนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ได้หารือกับตัวแทนได้ข้อสรุปว่าจะแต่งตั้งคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่าย ประกอบด้วยตัวแทนร.ฟ.ท. กระทรวงคมนาคม และชุมชน เข้ามาแก้ไขปัญหา
ทั้งนี้ คณะกรรมการร่วมดังกล่าวแบ่งเป็น 2 คณะ คือ ชุมชนแนวเส้นทางก่อสร้างรถไฟฟ้าสาย สีแดง และชุมชนริมทางรถไฟทั่วประเทศ เพื่อสรุปและหารือทางออกร่วมกันต่อไป จะนัดหารือกันในวันที่ 24 มิ.ย.นี้ โดยมีนาย ประกิจ พลเดช ผู้ช่วยรมว.คมนาคม ทำหน้าที่เป็นประธาน

นายโสภณ กล่าวว่า ปัญหาเรื่องผู้บุกรุกที่ดินของการรถไฟฯ เป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน เฉพาะเรื่องของกลุ่มเครือข่ายสลัม 4 ภาค ก็กำลังจะแก้ไขปัญหาได้แล้วเสร็จ ส่วนกลุ่มอื่นๆ ที่อาศัยพื้นที่ของการรถไฟฯ มาเป็นเวลานานนั้น ได้ กำชับให้เจ้าหน้าที่พิจารณาและให้ความสำคัญในการหาทางช่วยเหลือ ซึ่งภายใน 1 เดือน ต้องมีความชัดเจนในการแก้ไขปัญหา
__________________

สหพันธ์ฯ คนจนเมืองร้อง รฟท.ยอมให้ชุมชนทำสัญญาเช่าระยะยาว


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 10 มิถุนายน 2552

สมาชิกสหพันธ์องค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ จากทั่วประเทศ ชุมนุมหน้ากระทรวงคมนาคม ทวงถามความคืบหน้าเรื่องเช่าที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่สหพันธ์ฯ ได้ยื่นหนังสือต่อกระทรวงคมนาคมตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา และยังไม่มีความคืบหน้า
นางมะลิอร คงแก่นเท้า คณะทำงานสหพันธ์ฯ เรียกร้องให้การรถไฟฯ ดำเนินการให้ชุมชนที่อาศัยอยู่ในที่ดินของการรถไฟฯ ทั้ง 356 ชุมชน รวมบ้านกว่า 40,000 หลัง สามารถเช่าที่ดินระยะยาว 30 ปี และเก็บค่าเช่าในอัตราเดียวกันทั่วประเทศ คือตารางวาละ 5 บาทต่อปี
สหพันธ์ฯ ยังเรียกร้องให้การรถไฟแห่งประเทศไทย ยุติไล่รื้อและดำเนินคดีกับชุมชนในพื้นที่ก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง โดยให้การรถไฟฯ จัดหาพื้นที่รองรับผู้ได้รับผลกระทบจำนวน 715 ครอบครัว ในระยะไม่เกิน 2 กิโลเมตรจากที่ดินเดิม รวมทั้งยุติการไล่รื้อและดำเนินคดีกับอีกหลายชุมชนทั่วประเทศที่กำลังเผชิญปัญหาเดียวกันอยู่ในขณะนี้
ล่าสุด นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เห็นชอบในข้อเรียกร้องของสหพันธ์ฯ แล้ว โดยขณะนี้รอเพียงการลงนามอนุมัติตามข้อเรียกร้องของสหพันธ์ฯ คือให้การรถไฟแห่งประเทศไทย ยอมให้ชุมชนในที่ของการรถไฟฯ ทั้ง 356 ชุมชน ทำสัญญาเช่าระยะยาว 30 ปี เก็บค่าเช่าในอัตราเดียว คือ 5 บาทต่อปีต่อตารางวา ยุติการไล่รื้อและดำเนินคดีกับชาวชุมชนทั่วประเทศที่อาศัยอยู่ในที่ดินของการรถไฟฯ รวมทั้งในเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีแดงด้วย

บริบทว่าด้วย...ที่ดิน ‘ร.ฟ.ท.’


สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1002 ประจำวันที่ 3-6-2009 ถึง 5-6-2009

การเข้าถึงแหล่งทรัพยากรของประ ชาชนคนไทย ถูกตีกรอบจำกัดระหว่าง คนมั่งมี กับคนยากจน ที่นับวันจะมีความเหลื่อมล้ำในสังคมมากขึ้นทุกขณะ

ปัญหาการเข้าถึงที่ดินทำกิน หรือทรัพยากรต่างๆ ของประชาชน จำเป็นอย่าง ยิ่งที่รัฐบาลจะต้องเร่งรีบสะสางให้เกิดความเป็นธรรมกับประชาชน

ในขณะที่รัฐบาลมีแนวคิดผลักดันภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งไอเดียที่ว่า มีดำริมาหลายสมัยรัฐบาลแล้ว ทว่าไม่มีรัฐบาลใดสามารถดำเนินการผ่านกฎหมาย บังคับใช้ได้ เนื่องจากผู้ที่มีอำนาจทางการเมือง ต่างเป็นผู้ที่ถือครองที่ดิน หรืออสังหาริมทรัพย์สิ่งปลูกสร้างอยู่เป็นจำนวนมาก นั่นเอง

ระหว่างที่กระทรวงการคลังมีนโยบาย ที่จะปรับปรุงกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้มีนโยบายพัฒนาที่ดินสาธารณะให้เกษตรกร เช่าไร่ละ 10 บาท เป็นระยะเวลา 5 ปี และยังมีแผนให้หน่วยงานภาครัฐที่มีที่ดิน อยู่ในครอบครองดำเนินการพัฒนาพื้นที่รกร้างให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งมีเป้าหมายหลักเพื่อส่งเสริม ประชาชนมีพื้นที่ทำมาค้าขาย

การรถไฟแห่งประเทศไทย และกรม ธนารักษ์ จึงกลายเป็นหน่วยงานหลักที่จะต้องสนองนโยบายดังกล่าวของรัฐบาลไปโดยปริยาย

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีสายพระเนตรที่ยาวไกล ทรงพระราชทานที่ดินจำนวนมากเพื่อวางรากฐานการรถไฟแห่งประเทศไทยใช้เป็น พื้นที่ รองรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับ พสกนิกรของพระองค์ ตลอดระยะเส้นทาง ม้าเหล็กอันมีไม้หมอนทอดยาวเหนือจรด ใต้ อีสาน และตะวันออก

เวลาผันผ่านปณิธานอันแรงกล้าของ องค์เหนือหัวจอมกษัตริย์ไทย กลับถูก สั่นคลอนไปกับกาลเวลา พื้นที่ส่วนใหญ่ตกอยู่ในการครอบครองของ “นายทุน” บ้างก็ปล่อยให้รกร้างตามมีตามเกิด ครั้นคนหาเช้ากินค่ำเข้าไปใช้พื้นที่เพื่อยังประ โยชน์เลี้ยงปากเลี้ยงท้องพอจะลืมตาอ้าปากได้ เมื่อกลุ่มนายทุนเพ่งเล็งเห็นว่าที่ดินดังกล่าวเป็นทำเลทอง สามารถผุดโครงการขนาดใหญ่ได้ ประชาชนคนหาเช้า กินค่ำเบี้ยน้อยหอยน้อย ก็มักจะตกอยู่ใน วังวนเดิมๆ ถูกตั้งข้อกล่าวหาเป็นผู้กระทำ ผิดกฎหมาย บุกรุกสถานที่ราชการ ทั้งที่ในความเป็นจริงพวกผู้ค้าเหล่านี้ มีหนังสือ สัญญาเช่าพื้นที่จากการรถไฟแห่งประเทศ ไทยโดยตรง บ้างก็เช่าช่วงมาอีกทอดหนึ่ง

ปัญหาการเข้าถึงแหล่งทรัพยากรระหว่าง “คนรวย” กับ “คนจน” จึงมีความเหลื่อมล้ำอย่างน่าเศร้าสลดใจ...!!!

ทำให้เกิดคำถามว่า คนมีอำนาจ หรือคนรวย สามารถใช้อำนาจเงินกระทำผิดโดยไม่ต้องรับโทษทัณฑ์ตามกฎหมายบ้าน เมืองหรือ ผู้มีอำนาจบารมีหลายคนเลือก ที่จะรวยทางลัด เอาที่ดินรัฐไปเล่นแร่แปร ธาตุ เป็นข้อกล่าวหาที่ต้องอดใจรอให้ศาล สถิตยุติธรรมพิจารณาเอาความ

“ลูบๆ คลำๆ” มองลอดแว่น กรณีหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่ง เปิดประเด็น ถึงการเข้าไปใช้พื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย จำนวน 35 ไร่ ย่านขนส่งหมอชิต 2 และยังอ้างว่ามีคนมีสี สมคบกับ “มาเฟีย” เข้าไปเกี่ยวข้องกับการใช้พื้นที่แสวงหาประโยชน์แบ่งพื้นที่ให้เอกชน เช่าเปิดร้านอาหาร รวมถึงสถานีบริการก๊าซ เอ็นจีวี และยังใช้พื้นที่ว่างเปล่าเป็นสถาน ที่จอดรถตู้ รถจักรยานยนต์ ฯลฯ

สื่อฉบับดังกล่าว

กล่าวอ้างถึงคนมีสีจากกองทัพมาเฟีย และคนในวงการข่าว ที่ถูกจำกัดความว่า “เป็นนักข่าวปลายแถว”

ต้องชื่นชมในความเป็นสื่อมวลชน ที่อาสาเป็น “แมลงวัน” ตรวจสอบพวกเดียวกัน เหมือนกับการทำหน้าที่ฝ่ายค้านในรัฐบาลตรวจสอบการทำงานของพรรคร่วมรัฐบาล อย่างถึงอกถึงใจกันอยู่ในขณะนี้ ถือเป็นความงดงามส่วนหนึ่งในระบอบประชาธิปไตยที่สร้างสรรค์และน่าติดตามเป็น อย่างยิ่ง

ทว่าในความเคลื่อนไหวที่ดังอื้ออึงอยู่ในห้วงเวลานี้ ต้องไม่ลืมว่า ผลประโยชน์จากกรรมสิทธิ์ที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย ควรตกเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง หาใช่การโยกย้ายถ่ายเทเพื่อผลประโยชน์ของเหล่า นักการเมือง หรือนายทุน

ที่สำคัญการรถไฟแห่งประเทศไทย และรัฐบาลควรให้ความเป็นธรรม กับผู้เช่าระดับรากหญ้า มากกว่ากลุ่มทุนที่ใช้อำนาจวาสนาทางการเมืองบีบ รัดเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ของตนเองและหมู่คณะ

บริบท “แมลงวันสายพันธุ์ใหม่” ใครจะเป็นสื่อปลายแถว ต้นแถว สื่อแท้ สื่อเทียม ก็ขอให้เป็นผู้ที่เจริญอยู่ในจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ความอัปยศของคนข่าวอย่างเราๆ ไม่ใช่การเข้าไปลงหุ้นเปิดร้านขายอาหารเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นวิถีสุจริตชน หากแต่การทำงานตาม “ใบสั่ง” หรือการรับสินจ้าง ต่างหาก เหล่านี้ย่อมถูกตราหน้าเป็นผู้ “ทรยศ” ต่อวิชาชีพที่น่าละอายใจที่สุด

"คลัง"ท้วงแผนฟื้นฟูการรถไฟฯ พัฒนาที่ดินหลวม-รายได้ไม่ชัด


มติชนรายวัน ปีที่ 32 ฉบับที่ 11318 วันที่ 06 มีนาคม พ.ศ. 2552

นายถวัลย์รัฐ อ่อนศิระ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดทำแผนฟื้นฟู ร.ฟ.ท. ว่า เมื่อเร็วๆ นี้ได้หารือร่วมกับนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับแผนฟื้นฟู ร.ฟ.ท. ซึ่งกระทรวงการคลังต้องการให้ ร.ฟ.ท.ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหารพัฒนาทรัพย์สิน เพื่อประเมินมูลค่าทรัพย์สินและที่ดินของ ร.ฟ.ท.ทั้งหมด และกำหนดเป็นแผนการพัฒนาและรายได้ที่จะได้รับ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับกระทรวงการคลังว่า เมื่ออนุมัติแผนฟื้นฟูของ ร.ฟ.ท.แล้วจะสามารถหารายได้เลี้ยงตัวเองได้ และไม่ประสบปัญหาขาดทุนอีก

"เดิมแผนฟื้นฟูกำหนดเพียงแนวทางว่า ร.ฟ.ท. จะตั้งบริษัทลูกเพื่อบริหารทรัพย์สินและเดินรถ แต่ไม่ได้ระบุว่าบริษัทลูกจะสร้างรายได้ให้กับ ร.ฟ.ท.เท่าใด และแนวทางในการพัฒนาที่ดินจะสามารถสร้างรายได้ให้กับ ร.ฟ.ท.ได้มากน้อยเพียงใด และเมื่อหารือกับกระทรวงการคลังแล้ว จะเร่งให้ ร.ฟ.ท.จ้างบริษัทที่ปรึกษาเพื่อประเมินทรัพย์สิน ในการประชุมคณะกรรมการ ร.ฟ.ท. สัปดาห์หน้า"

นายถวัลย์รัฐกล่าวว่า บริษัทที่ปรึกษาจะต้องศึกษาภาพรวมแนวทางพัฒนาที่ดินให้กับ ร.ฟ.ท. ส่วนที่ดินแปลงใหญ่ เช่น ที่ดินย่านพหลโยธิน รัชดาภิเษก มักกะสัน หาดใหญ่ ขอนแก่น ก็ต้องพิจารณาเป็นรายแปลงว่าจะพัฒนาอย่างไรเพื่อให้ ร.ฟ.ท. มีรายได้จากการบริหารทรัพย์สินมากกว่าปัจจุบันที่มีรายได้ปีละประมาณ 2,000 ล้านบาท

นายอิทธิพล ปภาวสิทธิ์ รองผู้ว่าการ ร.ฟ.ท. ฝ่ายบริหารทรัพย์สิน กล่าวว่า อยู่ระหว่างการจัดทำร่างเงื่อนไขการประกวดราคา (ทีโออาร์) เพื่อว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาประเมินทรัพย์สิน และคำนวณอัตราค่าตอบแทน เพื่อให้ ร.ฟ.ท.ได้รับประโยชน์สูงสุด และจะเสนอคณะกรรมการ ร.ฟ.ท. พิจารณาอนุมัติประกวดราคาต่อไป โดยที่ดินแปลงแรกที่จะ
จ้างบริษัทที่ปรึกษา คือ ที่ดินบริเวณ กม.11 พื้นที่ประมาณ 100 ไร่ และที่ดินติดแม่น้ำ พื้นที่ประมาณ 300 ไร่ คาดว่าจะใช้เวลาในการศึกษาประมาณ 2-3 เดือน

นายอิทธิพลกล่าวว่า คาดว่าในปีนี้ ร.ฟ.ท.จะมีรายได้จากการบริหารทรัพย์สินประมาณ 2,000 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อนที่มีรายได้ 1,100 ล้านบาท เนื่องจากมีรายได้จากผลตอบแทนการเช่าที่ดินบริเวณเซ็นทรัลลาดพร้าวจำนวน 600 ล้านบาท และเร็วๆ นี้ ร.ฟ.ท.ยังจะมีรายได้เพิ่มจากการให้เช่าที่ดินที่หัวหิน และสงขลา มูลค่า 30-40 ล้านบาท

ผู้ว่ารฟท.ผุดบริษัทลูก บริหารที่ดินรถไฟทั่วประเทศ


ไทยรัฐ 2 พ.ย.51

นายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กล่าววันนี้ (2 พ.ย.) ว่า ร.ฟ.ท.เตรียมตั้งบริษัทลูกแห่งที่ 2 หลังจากมีแผนจัดตั้งบริษัทลูก เพื่อการเดินรถสำหรับโครงการระบบขนส่งทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสถานีรับส่งผู้โดยสารอากาศยานในเมือง หรือ แอร์พอร์ตลิงค์ ที่จะเปิดให้บริการในปีหน้า เพื่อให้บริษัทลูกของ ร.ฟ.ท.จัดหาเอกชนเข้ามาบริหารพื้นที่แอร์พอร์ตลิงค์ นอกจากนี้ ร.ฟ.ท.จะเตรียมจัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมาบริหารทรัพย์สินโดยเฉพาะที่ดินของ ร.ฟ.ท.ทั่วประเทศ หลังจากมีการหารือกับสำนักงานนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) จนได้ข้อยุติแล้วก็จะมีการเสนอเข้าขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เร็วๆ นี้

ผู้ว่าการ ร.ฟ.ท. กล่าวต่อถึงแนวทางในการบริหารทรัพย์สิน ว่า นอกจากรายได้ที่ ร.ฟ.ท.จะได้รับจากการให้เช่าที่ดินบริเวณสามเหลี่ยมพหลโยธิน (โซฟิเทล เซ็นทรัล) ของกลุ่มเซ็นทรัล ที่ตลอดอายุสัญญา 20 ปี ร.ฟ.ท.จะมีรายได้ประมาณ 25,000-30,000 ล้านบาทแล้ว ร.ฟ.ท.จะให้บริษัทบริหารทรัพย์สินที่ตั้งขึ้น หาผู้ลงทุนบริษัทเอกชนเข้ามาลงทุนในที่ดินของ ร.ฟ.ท. เช่น แผนที่จะให้เอกชนมาลงทุนที่ดินบริเวณย่านกิโลเมตรที่ 11 (กม.11) หรือพื้นที่ใกล้เคียงกับสวนรถไฟในปัจจุบัน ขนาด 130 ไร่ โดยจะมีการปลูกสร้างอาคารที่อยู่อาศัย หรือคอนโดมิเนียม ขนาดอาคารละ 10 ไร่ สูง 10-16 ชั้น อัตราในการขายโครงการในพื้นที่บริเวณย่านดังกล่าว จะมีราคาประมาณ ตารางเมตรละ 28,000 บาท โครงการดังกล่าวจะทำให้ ร.ฟ.ท.มีรายได้เพิ่มอีกประมาณ ปีละ 2,000 ล้านบาท

นายยุทธนา กล่าวต่ออีกว่า ร.ฟ.ท.จะมอบหมายให้บริษัทลูกเข้าพัฒนาที่ดินรถไฟในส่วนของสถานีรถไฟในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ และจำนำร่องใน 125 สถานีที่มีความพร้อมในขณะนี้ โดยจะนำที่ดิน ร.ฟ.ท.รอบๆ สถานีมาปรับปรุง นอกจากการพัฒนาร้านค้า สิ่งอำนวยความสะดวกให้ทันสมัยแล้วเอกชนที่เข้ามาพัฒนาพื้นที่ดินจะต้องมีการลงทุนสร้างอาคารชุด (แฟลต) บนที่ดินของ ร.ฟ.ท. เพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยสวัสดิการของพนักงานการรถไฟทั่วประเทศด้วย

ผู้ว่าการ ร.ฟ.ท. กล่าวด้วยว่า สำหรับการบริหารจัดการบริษัทลูกที่ดูแลสินทรัพย์ ฝ่ายบริหารทรัพย์สินของ ร.ฟ.ท. ฝ่ายกฎหมายและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องจะร่วมเป็นกรรมการบริหารของบริษัทลูกดังกล่าว แต่เมื่อจะมีการทำสัญญาก่อสร้างโครงการใดๆ เอกชนก็จะทำสัญญาโดยตรงกับ ร.ฟ.ท.

ร.ฟ.ท.ไฟเขียวเซ็นทรัลเช่าที่สามเหลี่ยมพหลฯ ต่อ 20 ปี


ข่าวนี้มาจากหนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ ฉบับที่ 936 ประจำวันที่ 4-7 ตุลาคม 2551

บอร์ดร.ฟ.ท.ไฟเขียว ต่อสัญาเช่าที่ดินสามเหลี่ยมย่านพหลโยธิน 47.2 ไร่ แก่กลุ่มเซ็นทรัลอีก 20 ปี แลกผลตอบแทนกว่า 2.1 หมื่นล้าน ชี้เร่งลงทุน 2.4 พันล้าน ปรับปรุงอาคาร-โรงแรม-ระบบไฟฟ้า-ลิฟต์-บันไดเลื่อน-ปรับอากาศ-ระบายอากาศ-ตกแต่งภายใน-วิศวกรรมโครงสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 31 ธ.ค.51 ก่อนเสนอขออนุมัติ ครม. พร้อมเห็นชอบผลประกวดราคารถไฟฟ้าสายสีแดง บางซื่อ-ตลิ่งชัน เตรียมเซ็นสัญญา ก่อสร้างกับยูนิค-ซุนวูต.ค.นี้

นายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ร.ฟ.ท.ที่มีนายชัยสวัสดิ์ กิตติพรไพบูลย์ ปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน ว่า บอร์ดได้คัดเลือกเอกชนแต่งตั้งตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานและดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 เสนอให้ต่อสัญญากับบริษัท เซ็นทรัลอินเตอร์พัฒนา จำกัด ซึ่งเป็นผู้เช่าที่ดินบริเวณสามเหลี่ยมย่านพหลโยธิน จำนวน 47.22 ไร่ รายเดิม และจะหมดสัญญาเช่าในวันที่ 18 ธันวาคม 2551 โดยเป็นการต่อสัญญาอีก 20 ปี แลกกับ ผลตอบแทน 21,298.83 ล้านบาท

นอกจากนี้ บริษัทเซ็นทรัลฯ จะต้อง ลงทุนปรับปรุงบูรณะพัฒนา อาคารโรงแรม ระบบไฟฟ้า ลิฟต์และบันไดเลื่อน ระบบปรับอากาศและระบบระบายอากาศ รวมทั้งงานสถาปัตยกรรม ตกแต่งภายใน และวิศวกรรมโครงสร้าง ใช้เงินลงทุน 2,400 ล้านบาท ปรับปรุงให้เสร็จภายใน วันที่ 31 ธันวาคม 2554 หลังจากนี้ ร.ฟ.ท. จะส่งร่างสัญญาให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณา ก่อนเสนอขออนุมัติจาก ครม.
็
บอร์ดได้อนุมัติตามที่คณะกรรมการมาตรา 13 ของ พ.ร.บ.การร่วมทุน ที่เห็นชอบให้ต่อสัญญาให้กับผู้รับสัมปทานเดิมคือ บริษัท เซ็นทรัลฯ ที่จะให้ต่ออายุ 20 ปี คิดมูลค่าปัจจุบันที่ 1.1 หมื่นล้านบาท และมีค่าปรับปรุงอาคารอีก 2,400 ล้านบาท และเมื่อนำมารวมกับค่าดอกเบี้ยในอนาคตอีก 5-6% แล้วจะทำให้ ร.ฟ.ท.ได้รับเงินจากสัญญานี้ตลอดระยะเวลา 20 ปี รวม 2.1 หมื่นล้านบาท (ไม่รวมค่าปรับปรุงอาคาร) อย่างไรก็ตาม หากกลุ่มเซ็นทรัล มีรายได้เกินกว่าที่ประมาณการไว้ ก็จะแบ่งส่วน แบ่งรายได้ ให้กับ ร.ฟ.ท.อีก 5%ิ นายยุทธนา กล่าว

ทั้งนี้ บอร์ดยังมีมติเห็นชอบผลการประกวดราคาโครงการก่อสร้างรถไฟ ชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน ที่กลุ่มกิจการร่วมค้ายูนิค-ซุนวู (บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ UNIQ และ บริษัท CHUNWO CONSTRUCTION & ENGINEERING CO.,LTD.) เป็นผู้ชนะการ ประมูลด้วยการเสนอค่าก่อสร้างต่ำกว่าราคากลาง 1,000 บาท โดยราคากลางอยู่ที่ 8,748.40 ล้านบาท
็
แม้จะมีกลุ่มกิจการร่วมค้ายูนิค-ซุนวู เพียงรายเดียวที่ผ่านเข้าสู่ขั้นตอนการเสนอราคาได้ แต่บอร์ดร.ฟ.ท.ก็เห็นว่าสมควรเห็นชอบผลการประกวดราคาดังกล่าว เพราะหากเปิดประมูลใหม่จะต้องปรับราคากลางขึ้นอีกประมาณ 2,000 ล้านบาท อีกทั้งโครงการนี้มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะสร้างประโยชน์ ให้กับประชาชนผู้ใช้บริการ ซึ่งมีความล่าช้ามามากแล้ว ขั้นตอนจากนี้จะส่งเรื่อง ไปยังสำนักงบประมาณ เพื่อขอเบิกจ่ายงบที่ได้รับการอนุมัติแล้ว มาดำเนินการก่อสร้าง และรอให้อัยการตรวจสอบร่าง สัญญา พอเสร็จเรียบร้อยก็เซ็นสัญญากับกลุ่มกิจการร่วมค้าฯ ซึ่งผมมั่นใจว่าน่า จะเซ็นได้ภายในเดือนตุลาคมนี้ จากนั้นก็เดินหน้างานก่อสร้างทันทีิ นายยุทธนา กล่าว

นอกจากนี้ บอร์ดยังมีมติเห็นชอบเปิดประกวดราคา หาที่ปรึกษามาตรวจสอบและออกใบรับรองมาตรฐานแอร์พอร์ตเรลลิงค์ โดยว่าจ้างในราคา 195 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้มีการคัดสรรไว้แล้ว 4 ราย ที่ต้องยื่นข้อเสนอให้ ร.ฟ.ท. พิจารณา พร้อมกันนี้ ร.ฟ.ท.จะเร่งเสนอ รายละเอียดการจัดตั้งบริษัทเดินรถแอร์พอร์ตเรลลิงค์ให้ครม.พิจารณา เพื่อขออนุมัติงบประมาณมาเป็นทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 500 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการได้ภายในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2551 นี้ เบื้องต้นบริษัทเดินรถ จะประกอบ ด้วย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร(CEO) 1 คน, ผู้บริหารระดับสูง 49 คน และลูกจ้าง ชั่วคราว 450 คน ซึ่ง ร.ฟ.ท.จะเปิดรับสมัครใหม่ทั้งหมด
็
เราต้องเร่งเรื่องพวกนี้ให้เสร็จแบบเร่งด่วน เพราะแอร์พอร์ตเรลลิงค์จะก่อสร้างเสร็จวันที่ 1 พฤษภาคม 2552 และเปิดให้บริการ 12 สิงหาคมปีเดียวกัน ซึ่งเบื้องต้นผมจะขอทุนจดทะเบียนบริษัท เดินรถที่ 500 ล้านบาท ตามแผนฟื้นฟูที่ ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญเขาศึกษาไว้ก่อน และในอนาคตจะทยอยเพิ่มทุนจดทะเบียน จนถึง 2,000 ล้านบาท เพื่อให้สมดุลกับวงเงินจัดซื้อรถรถไฟฟ้าที่ 7,000 ล้านบาทิ นายยุทธนา กล่าว

ลุ้นรัฐเช่าสร้างรัฐสภาใหม่ การรถไฟฯส่งประกวดที่ดินริมแม่น้ำ 260 ไร่


ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4021 (3221)

วันที่ 24 กรกฎาคมนี้ รัฐสภาจะชี้ขาดผลการเลือกแปลงที่ดินที่จะนำมาก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ หลังจากก่อนหน้านี้คณะทำงานของรัฐสภา และ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ยกคณะล่องแม่น้ำเจ้าพระยาดูที่ดินบริเวณริมแม่น้ำของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ขนาด 260 ไร่

ว่ากันว่าที่ดินแปลงดังกล่าวนายสมัครถูกตาต้องใจเป็นพิเศษ เพราะทำเลดี ใกล้ริมแม่น้ำ มีข้อเสียเพียงแค่สามารถเข้า-ออกริมถนนเชื้อเพลิงได้เพียงเส้นทางเดียว และต้องเดินทางเข้าไปค่อนข้างลึก

"สมัคร" ปิ๊งทำเลดีติดริมแม่น้ำ

แหล่งข่าวจากการรถไฟฯบอกกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวมีทำเลที่ตั้งที่ดีมาก เพราะติดริมแม่น้ำ โดยด้านทิศเหนืออยู่ติดพื้นที่อนุรักษ์บางกะเจ้า ทิศใต้ติดถนนพระรามที่ 3 ทิศตะวันออกติดถนนพระรามที่ 3 บริเวณวัดช่องลม ทิศตะวันตกติดการท่าเรือแห่งประเทศไทย การคมนาคมสะดวกสบาย ใกล้ทางขึ้นลงทางด่วน สามารถขึ้นทางด่วนมาลงที่ถนนพระรามที่ 3 และพระรามที่ 4 ได้ ถนนสายหลักหลายสายตัดผ่านทั้งถนนพระรามที่ 3, พระรามที่ 4, ถนนเชื้อเพลิง

โดยการรถไฟฯ พร้อมสนองนโยบายเต็มที่ถ้าหากจะเช่าที่ดินสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ เพราะจะทำให้มีรายได้เข้ามาโดยเร็ว ต่างจากการให้เอกชนเช่า ซึ่งต้องเสียเวลาดำเนินการตามขั้นตอน เพราะอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ

ร.ฟ.ท.ให้เช่า 30 ปี 1.3 หมื่นล้าน

หากได้รับเลือก การรถไฟฯมีแผนจะให้รัฐสภาเช่าที่ดินแปลงนี้ระยะยาว 30 ปี ไม่รวมอายุสัญญาเช่าระหว่างก่อสร้างอีก 5 ปี และจะให้ส่วนลดค่าเช่าอีก 25% ตีมูลค่าที่ดินตามราคาประเมินตารางวาละ 1 แสนบาท เบ็ดเสร็จการรถไฟฯจะมีรายได้จาก ค่าเช่า 11,080 ล้านบาท

รายละเอียดการให้เช่า การรถไฟฯจะใช้ฐานเดียวกับที่ให้เอกชนเช่า โดยคิดค่าธรรมเนียม 1,462 ล้านบาท แต่ให้ส่วนลด 25% เหลือประมาณ 1,096 ล้านบาท ค่าเช่าระหว่างก่อสร้าง ปีแรกไม่คิด ปีที่ 2 คิด 20% ของค่าเช่าจัดหาประโยชน์หรือประมาณ 36 ล้านบาท ปีที่ 3 คิด 73 ล้านบาท หรือประมาณ 40% ปีที่ 4 คิด 110 ล้านบาท หรือประมาณ 60% และปีที่ 5 คิด 146 ล้านบาท หรือประมาณ 80%

ด้านอัตราค่าเช่าระหว่างจัดหาประโยชน์ในช่วงระยะเวลา 30 ปี จะปรับอัตราค่าเช่าปีละ 5% โดยปีแรกค่าเช่าอยู่ที่ประมาณ 183 ล้านบาท จากนั้นปรับขึ้นปีละ 5% ซึ่งเมื่อคิดผลตอบแทนโดยรวม 30 ปี ในอัตราส่วนลด 25% อยู่ที่ 8,851 กว่าล้านบาท รวมหมดทุกอย่าง เช่น ค่าธรรมเนียม มูลค่าปัจจุบัน ฯลฯ การรถไฟฯคาดว่าจะมีรายได้ตลอดอายุสัญญา 30 ปี โดยรวมประมาณ 13,500 ล้านบาท

บุกคลังน้ำมันสำรวจพื้นที่จริง

ทีมข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" ลงสำรวจที่ดินแปลงดังกล่าว พบว่าที่ดินที่การรถไฟฯจะนำเสนอรัฐบาลให้ก่อสร้างอาคารที่ทำการรัฐสภาแห่งใหม่ เดิมบริษัท เชลล์ประเทศไทย จำกัด เช่าใช้ประโยชน์ประมาณ 56.75 ไร่ ส่วนพื้นที่ที่เหลือนอกนั้นอยู่บริเวณด้านหลังบริษัทเชลล์ รูปแปลงที่ดินเป็นแปลงยาวรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าตลอดริมแม่น้ำเจ้าพระยา

ถือเป็นที่ดินในทำเลที่ดีมาก เพราะมีวิวริมแม่น้ำ จุดบอดมีแค่เรื่องทางเข้า-ออกริมถนนเชื้อเพลิงซึ่งเป็นซอยขนาดเล็กเส้นทางเดียว ซึ่งปัจจุบันบริษัทเชลล์ใช้เป็นทาง เข้า-ออกรถขนส่งน้ำมัน ไม่นับรวมการ เดินทางโดยทางเรือ และทางด่วนพาดผ่านบริเวณทางเข้าพอดี ซึ่งส่วนนี้อาจจะกลายเป็นข้อด้อย เพราะเมื่อสร้างรัฐสภาแล้วอาจจะไม่สง่างาม อาจต้องอัดฉีดงบฯก่อสร้างถนนทางเข้าแห่งใหม่เพิ่มความสะดวกสบาย อีกก้อนหนึ่ง

นอกจากนี้บริเวณปากทางเข้ายังมีชุมชนเชื้อเพลิงที่อยู่อาศัยมาเป็นเวลานานแล้วอีกกว่า 1,000 ครัวเรือน ดังนั้นหากจะมีการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่จริงๆ ก็อาจต้องทำใจเตรียมรับปัญหาการคัดค้านการรื้อย้ายชุมชนที่จะตามอีกทางหนึ่งด้วย

คลังน้ำมันคลองเตยมีปัญหาเสนอ ขส.ทบ. เกียกกาย สร้างสภาฯ ใหม่แทน


นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รองประธานสภาผู้แทนราษฏร คนที่ 1 กล่าวถึงผลการประชุมพิจารณาเลือกสถานที่ก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ว่า ที่ประชุมยังไม่ได้ข้อสรุปสถานที่สร้างรัฐสภาแห่งใหม่ โดยที่ดินคลังน้ำมันคลองเตยของการรถไฟแห่งประเทศไทย ติดปัญหา 3 ด้าน คือ ชุมชนแออัดที่อยู่รอบพื้นที่ สหภาพแรงงานการรถไฟฯ มีความเห็นคัดค้าน เนื่องจากต้องการใช้พื้นที่สร้างโครงการอื่น และปัญหาเรื่องราคาที่การรถไฟฯ ตั้งราคาค่าเช่าในระยะเวลา 30 ปี ไว้สูงหลักหมื่นล้านบาท ที่ประชุมจึงเสนอพื้นที่ของกรมการขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) เกียกกาย จำนวน 119 ไร่ เข้าสู่การพิจารณาอีกครั้ง โดยที่ประชุมให้ความสนใจ และนายกรัฐมนตรีในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับปากจะไปเจรจากับกระทรวงกลาโหม เพื่อขอให้ลดวงเงินค่าชดเชยที่จะต้องจ่ายให้กองทัพลง รวมถึงหาพื้นที่ย้ายโรงเรียนโยธินบูรณะ และพื้นที่รองรับที่อยู่ของกำลังพล โดยขณะนี้ความเป็นไปได้สูงที่จะเลือกที่ดินของ ขส.ทบ. เกียกกาย ขณะที่ที่ดินคลังแสง นนทบุรี ที่ประชุมยังไม่ตัดทิ้ง โดยได้กำหนดให้เป็นพื้นที่สำรองแทน.-สำนักข่าวไทย 7/7/2008

กฎหมายข้างตัว : เรื่องเช่าที่รถไฟ


โดย:พิสิษฐ์ พลรักษ์เขตต์ จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์


วันนี้ขออนุญาตคุยกับพี่ ๆ น้อง ๆ ชาวการรถไฟแห่งประเทศไทย ฐานชอบพอกันมานาน ในฐานะผู้โดยสารขาประจำปัจจุบันที่ในอดีตเป็นทั้งแฟนฟุตบอลทีมสโมสรการรถไฟ ถ้วย ข และค่ายมวย ร.ฟ.ท. ขาใหญ่ของราชดำเนิน ลุมพินี สมัยสามสิบสี่สิบกว่าปีที่แล้ว หน็อยแน่เล่นเอามวยตัวเอกซุ่มเงียบไปล่าเงินรางวัลสนามมวยบ้านนอก ด้วยเหตุนี้มวยดังงานวัดเพื่อนกระผมจึงจำบ้านเลขที่ตนเองไม่ได้ ขนาดลงมาจากเวทีตั้งนานแล้วนะนั่น อารยะขัดขืนอีซ้ายตรงของคุณพี่ ร.ฟ.ท. ไม่ไหว นอนดีฝ่า วันนี้จึงขอสนองศรัทธาคนกันเองด้วยการวิสาสะกันสองสามเรื่อง เรื่องแรกอยู่ในประเภทร้องบ่น ท่านผู้อ่านแฟนพันธุ์แท้การรถไฟเหมือนกันอีเมลบ่นมาว่าราคาอาหารตู้เสบียงแพงมาก ความอร่อยอยู่ในระดับกินแก้หิวเท่านั้นหาความเพลิดเพลินเหมือนสมัยก่อนมิได้ ในอดีตนั้นอย่าว่าแต่อาหารตู้เสบียงเลยขอรับ ระดับตะโกนขายที่ชานชาลาสถานียังเชลล์ชวนชิม ราคงราคาสมควรแก่เหตุ อุปกรณ์ห้องน้ำชำรุดแตกหัก ขนาดตู้นอนชั้นหนึ่ง ชั้นสองนะเนี่ย ไม่ต้องพูดถึงชั้นสาม เรื่องที่สองเป็นเรื่องร้องเรียน เกี่ยวกับกฎระเบียบการห้ามนำสัตว์เลี้ยงขึ้นตู้โดยสารว่าได้พัฒนาเปลี่ยนแปลงไป อย่างไรบ้าง อันนี้กระผมเจอด้วยตัวเองสองสามหนแล้ว สาว ๆ นำลูกหมาตัวน้อยไปนอนร่วมตู้นอนปรับอากาศ เหตุเกิดตอนรุ่งอรุณเมื่อผู้โดยสารทุกคนได้กลิ่นตุ่ย ๆ อบอวลทั้งตู้และพบว่าเจ้าของหมากำลังก้มหน้าก้มตาเช็ดส่วนเกินของลูกหมายามเช้า ก็ดมกันไปไม่มีปัญหา แต่เกรงว่าสักวันหนึ่งผัวงู เมียงูท่านมีเหตุต้องเดินทางแล้วนำคู่ของท่านไปด้วย ตัวใครตัวมันนะโยม คอยนับจำนวนผู้โดยสารให้ครบตอนเช้าก็แล้วกัน เรื่องที่สาม คราวนี้เป็นคดีความครับผม เข้ากับความจากเสาร์ที่แล้วกรณีคดีเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่มีกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดีเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหนึ่งปีเป็นห้าปีนับตั้งแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี ไม่มีเหตุให้ผู้โดยสารต้องการฟ้องคดีหรอกครับ แต่เป็นคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดกรณีสัญญาทางปกครองหรือสัญญาทางแพ่งดังกล่าว คดีนี้การรถไฟแห่งประเทศไทยในฐานะที่รู้กันดีว่าท่านเป็นเจ้าของที่ดินทำเลทองเยอะแยะไปหมด ใคร ๆ ก็อยากเช่าที่ของการรถไฟทั้งนั้น เผอิญมีเหตุว่าการรถไฟไปบอกเลิกสัญญาเช่าและฟ้องขับไล่เอกชนผู้เช่ารายหนึ่งเนื่องจากผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่า จึงเป็นทีของผู้เช่าช่วงจากผู้เช่ารายนั้นยื่นเรื่องขอเช่ากับการรถไฟโดยตรง แถมบรรยากาศก็เอื้ออำนวยซะด้วย เพราะทราบมาเป็นการภายในว่าคณะกรรมการพิจารณาการเช่ามีมติเห็นชอบให้ผู้เช่าช่วงผู้แสนจะโชคดีรายนี้ได้เช่าต่อ โนพลอมเพลม แต่อนิจจังไม่เที่ยง โหรดังยังทายผิด ผู้เช่าช่วงรายนี้ต้องกลายเป็นผู้ฟ้องคดีไปในที่สุดเพราะการรถไฟผู้ถูกฟ้องคดีเพิกเฉยไม่ทำสัญญา มิหนำซ้ำยังทำการรื้อถอนสำนักงานตลอดจนที่พักอาศัยในที่ดินที่จะขอเช่าแบบไม่สนผู้ใด ผู้เช่าช่วงจึงฟ้องต่อศาลปกครองขอให้การรถไฟแห่งประเทศไทยผู้ถูกฟ้องคดีทำสัญญาเช่าตามมติของคณะกรรมการพิจารณาการเช่า และขอให้ศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาท ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องไว้พิจารณา ท่านว่าเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิครอบครองและสิทธิการเช่าที่ดินอันเป็นนิติกรรมทางแพ่ง มิได้เป็นนิติกรรมทางปกครองอันอยู่ในเขตอำนาจศาล ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ว่ามติของคณะกรรมการพิจารณาการเช่าย่อมผูกพันผู้ถูกฟ้องคดี ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า นิติกรรมที่หน่วยงานทางปกครองกระทำกับเอกชนอาจมีทั้งนิติกรรมทางปกครองหรือนิติกรรมทางแพ่งก็ได้ กรณีนี้ผู้ฟ้องคดีจะนำทรัพย์สินของผู้ถูกฟ้องคดีไปจัดหาประโยชน์เพื่อพัฒนาทรัพย์สินให้เกิดประโยชน์และเพิ่มพูนรายได้จึงเป็นการดำเนินการในเชิงพาณิชย์ ผู้ฟ้องคดีทำคำเสนอขอเช่าจึงเป็นกระบวนการหรือขั้นตอนที่นำไปสู่การทำสัญญาเช่า ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานความสมัครใจในการเข้าทำสัญญา และคู่สัญญาอยู่ในฐานะเท่าเทียมกัน อันเป็นนิติกรรมทางแพ่ง มิใช่กรณีพิพาทเกี่ยวกับคดีปกครองอันอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง นอกจากนั้นมติของคณะกรรมการพิจารณาการเช่าเป็นเพียงการดำเนินการภายในของผู้ถูกฟ้องคดี มิได้มีผลกระทบต่อสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีอันจะถือเป็นคำสั่งทางปกครอง และการเช่าที่ดินดังกล่าวจะต้องผ่านกระบวนการตามระเบียบการให้เช่าของผู้ถูกฟ้องคดี ดังนั้น แม้คณะกรรมการพิจารณาการเช่าจะมีมติดังกล่าวหรือไม่ ก็ ไม่มีผลผูกพันผู้ถูกฟ้องคดี ที่จะต้องปฏิบัติตามมตินั้นแต่อย่างใด มีคำสั่งไม่รับฟ้องยืนตามศาลปกครองชั้นต้น (คำสั่งที่ ๔๗๘/๒๕๔๘) ต้องไปฟ้องที่ศาลยุติธรรมครับผม.

รฟท.แจ้งความเอาผิดผู้บุกรุกที่ดินหน้า ม.หาดใหญ่


ผู้จัดการออนไลน์ 28 กันยายน 2551 17:21 น.


ตัวแทนของการรถไฟแห่งประเทศไทยนำหลักฐานการบุกรุกที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่ เพื่อให้ดำเนินคดีกับผู้ที่บุกรุกที่ดินของการรถไฟหน้า มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ โดยปลูกสร้างเป็นที่อยู่อาศัยจำนวน 38 ราย ในข้อหาบุกรุกที่ดินราชการ เบื้องต้นทางพนักงานสอบสวนได้ตรวจสอบหลักฐานพร้อมกับภาพถ่ายที่ดินซึ่งถูกบุกรุกและลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานเจ้าหน้าที่รถไฟเผยว่าปัจจุบันมีผู้บุกรุกที่ดินของการรถไฟในเขตพื้นที่ อ.หาดใหญ่ กว่า 3 พันราย และกำลังอยู่ระหว่างการแจ้งความดำเนินคดี สำหรับปัญหาหลักที่ยังคงมีการบุกรุกที่ดินของการรถไฟนั้น เนื่องจากส่วนหนึ่งเมื่อถูกดำเนินคดีในชั้นศาลและศาลให้รอลงอาญาผู้กระทำผิดจะกลับมาเปลี่ยนชื่อผู้ครอบครองที่ดินใหม่และบุกรุกต่อ

คมนาคมพร้อมคืนที่ดินไม่ใช้ประโยชน์


ก.คมนาคม 24 ก.ค.51 - นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม เร่งสำรวจที่ดินที่อยู่ในความดูแลที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ส่งมอบให้กรมธนารักษ์ เพื่อนำไปให้เกษตรกรเช่าปลูกพืชพลังงานทดแทนตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติพลังงานในอนาคต โดยเฉพาะที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และกรมทางหลวง อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าที่ดินของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม แม้ว่าจะมีจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่จะเป็นที่ดินที่มีความจำเป็นต้องใช้ในอนาคต เพื่อรองรับการก่อสร้างทางตามความต้องการของประชาชน ดังนั้น หน่วยงานเหล่านี้จึงจำเป็นต้องจัดทำแผนการใช้ประโยชน์อย่างรอบคอบ โดยที่ดินที่จะนำมาคืนให้กับกรมธนารักษ์นั้น ต้องเป็นที่ดินที่เห็นว่าไม่ได้นำมาใช้จริง ๆ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการเวนคืนที่ดินภายหลัง นอกจากนี้ นายสันติ กล่าวถึงการมอบนโยบายให้กับนายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการ รฟท.คนใหม่ ว่า ภารกิจที่ต้องเร่งดำเนินการสะสาง คือ โครงการต่าง ๆ ที่ค้างมานาน เช่น โครงการรถไฟทางคู่ โครงการรถไฟฟ้าชานเมือง โครงการซ่อมบำรุงทางรถไฟ รวมถึงการเตรียมจัดตั้งบริษัทเดินรถและบริษัทบริหารสินทรัพย์ เพราะแม้ว่างานหลักของ รฟท. จะเป็นการให้บริการประชาชน แต่งานด้านการบริหารสินทรัพย์ต่าง ๆ ที่ทำให้ รฟท. มีรายได้ก็เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ นายสันติ กล่าวถึงการอนุมัติขึ้นค่าผ่านทางของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ว่า ยังไม่ได้ดูรายละเอียด ขอเวลาศึกษาก่อนว่าขึ้นตามสัญญา หรือขึ้นเพราะสาเหตุใด จึงสามารถให้ความเห็นต่อไปได้.-สำนักข่าวไทย