แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พิจิก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พิจิก แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ปรับปรุงสัญญาเช่าที่ดินทั่วประเทศ / รัชดาฯ-จตุจักรโดนยึดระนาว


ฉบับที่ 1025 ประจำวันที่ 22-8-2009 ถึง 25-8-2009

.ฟ.ท.เปิดหวูดล้างบางสัญญาเช่าที่ดิน 17,000 สัญญาทั่วประเทศ หวังอุดช่องโหว่เพิ่มรายได้ “อิทธิพล” เผยสัญญาที่มีปัญหาไม่จ่ายค่าเช่ามากถึง 10% โดยเฉพาะย่านรัชดาฯ ผิดสัญญาถึง 5-6% เตรียมปรับเงื่อนไขอัตราค่าเช่าใหม่ ยึดหลักเกณฑ์ประเมินราคาที่ดิน ตามกรมธนารักษ์ เดินหน้าพัฒนาที่ดิน 2 แสนไร่ทั่วประเทศ มั่นใจสิ้นปีนี้โกยรายได้กว่า 2,000 ล้าน ส่วนกรณีตลาดนัดจตุจักรหลังหมดสัญญาเช่าการรถไฟฯ ทำเอง เชื่อสร้างรายได้เพิ่ม 3,000 ล้านต่อปี

ใครจะเชื่อว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) หน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่ถือครองที่ดินทำเลทองจำนวนมากกว่า 36,000 ไร่ แต่กลับมีรายได้จากที่ดินน้อยมาก เนื่องจากมีการทำสัญญาเช่าระยะยาว กำหนดค่าเช่าถูก ไม่ทันต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา และยังมีปัญหาทุจริตภายใน องค์กรทำให้สัญญาเช่าบางแห่งมีปัญหา และเก็บผลประโยชน์ไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย

ดังนั้น เมื่อเร็วๆ นี้คณะกรรมการ บอร์ดร.ฟ.ท.จึงได้ให้ฝ่ายบริหาร ร.ฟ.ท.เร่งดำเนินการตรวจสอบสัญญาเช่าที่ดินของ ร.ฟ.ท.ที่มีทั้งหมดว่า มีสัญญาหรือที่ดินแปลงใดที่มีปัญหาหรือหมดสัญญาเช่าแล้วดำเนินการหารายใหม่ไม่ได้ โดยได้ตั้งพล.ต.ท.บริหาร เสี่ยงอารมณ์ กรรมการบอร์ด ร.ฟ.ท.เป็นประธานพิจารณา

ทั้งนี้ นายอิทธิพล ปภาวสิทธิ์ รองผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่า สัญญาเช่าที่ดินที่รถไฟมีกับหน่วยงานรัฐ เอกชน ประชาชน มีทั้งสิ้นประมาณ 16,000-17,000 สัญญาทั่วประเทศ ซึ่งมีทั้งรายที่ดำเนินการถูกต้องตามสัญญา และผิดสัญญา สำหรับรายที่ทำผิดสัญญานั้น ผิดสัญญาใน 3 ประเด็นหลักๆ คือ ปัญหาค้างค่าเช่า ปัญหาเรื่องการก่อสร้าง ไม่ทัน และปัญหาจากปัจจัยภายนอก เช่น พื้นที่อยู่ในแนวเวนคืน เป็นต้น ทั้งนี้รายที่ไม่ยอมจ่ายค่าเช่าเลยประมาณ 10% ของสัญญาทั้งหมด ส่วนที่จ่ายแต่จ่ายไม่เต็ม จ่ายเพียง 80% ก็มีเป็นจำนวนมากเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ร.ฟ.ท.อยู่ระหว่าง การพิจารณาว่า รายได้ที่ผิดสัญญา หรือกำลังจะหมดสัญญาบ้าง โดยหลังจากที่หมดสัญญาแล้ว ร.ฟ.ท.จะปรับปรุงเงื่อนไขการเช่าที่ดินใหม่ โดยเฉพาะเรื่องอัตราค่าเช่า ซึ่งที่ผ่านมาค่าเช่าถูกมากไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ทำให้รถไฟเสียประโยชน์ เนื่อง จากบางสัญญาเช่ามานานถึง 10-20 ปี จำเป็น ต้องปรับปรุงใหม่ โดยในเรื่องอัตราค่าเช่านั้น จะยึดตามตัวเลขของกรมธนารักษ์เป็นเกณฑ์พื้นฐาน ซึ่งถ้าเป็นโครงการใหม่ ร.ฟ.ท. จะปรับเพิ่มอัตราค่าเช่าประมาณ 20%

นายอิทธิพล ยังได้กล่าวถึงแผนพัฒนาที่ดินรถไฟกว่า 2 แสนไร่ทั่วประเทศ ว่า ในส่วนของแผนใหญ่นั้น ร.ฟ.ท.กำลังดำเนินการอยู่ แต่ก็มีแผนเร่งด่วนที่ต้องดึงพื้นที่ที่มีศักยภาพขึ้นมาพิจารณาก่อน เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับ ร.ฟ.ท. ซึ่งประกอบด้วย

1.พื้นที่ใกล้กับสวนรถไฟบริเวณ บริเวณ กม.11 หลังสำนักงานใหญ่ ปตท. ซึ่งมีพื้นที่อยู่ประมาณ 160 ไร่ ที่ผ่านมาได้มีการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษามาทำการศึกษาแล้ว โดยการพัฒนาจะแบ่งเป็น 3 โซน คือ โซนที่ 1 ทำเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ ซึ่งประกอบด้วย ส่วนที่เป็นศูนย์การค้า และสปอร์ต คอมเพล็กซ์ โซนที่ 2 อาคารหอประชุม หอแสดงนิทรรศการต่างๆ และโซนที่ 3 เป็นที่อยู่อาศัย ซึ่งจะมีการปลูกสร้างอาคารที่อยู่อาศัย หรือคอนโดมิเนียม สูง 10-16 ชั้น โดยส่วนหนึ่งจะเป็นที่อยู่อาศัยของพนักงานรถไฟ และส่วนหนึ่งเป็นอาคารพาณิชย์ ทั้งนี้ คาดว่าโครงการดังกล่าวจะทำให้ ร.ฟ.ท.มีรายได้เพิ่ม อีกประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปี

2.ที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา ย่านคลองเตย ซึ่งล่าสุดคณะกรรมการบอร์ดรถไฟได้ให้ ร.ฟ.ท.เร่งทำการศึกษาแนวทางการพัฒนาแล้ว

3.ที่ดินย่านมักกะสัน พื้นที่ประมาณ 745 ไร่ ขณะนี้ร.ฟ.ท.อยู่ระหว่างการทบทวนผลการศึกษาเดิม คาดว่าภายใน 2 เดือนนี้จะสามารถเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการบอร์ดได้

4.ที่ดินแปลงย่อยๆ ซึ่งมีทั้งในส่วนของกรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัด ทั้งนี้ในส่วนของกรุงเทพฯ ประกอบด้วย ที่ดินย่าน ถนนพระราม 9-รัชดาภิเษก-สี่แยกรัชโยธิน มีประมาณ 120 แปลง กว่า 100 สัญญา ซึ่งเป็นจุดที่ค่อนข้างมีปัญหา โดยมีรายที่ผิดสัญญาประมาณ 5-6% ซึ่งมีปัญหาทั้ง เรื่องการก่อสร้างไม่ทัน ค้างค่าเช่า และปัญหาอยู่ในแนวเวนคืน ซึ่งรายที่ผิดสัญญา ร.ฟ.ท. ก็จะนำพื้นที่กลับมาพัฒนาประโยชน์ต่อไป

สำหรับในต่างจังหวัดนั้น ขณะนี้มีอยู่ 4 แปลงที่มีศักยภาพ คือ ที่เชียงใหม่ หัวหิน อยุธยา และมหาชัย ซึ่งขณะนี้ฝ่ายบริหารกำลังจะนำเสนอเข้าบอร์ดเพื่อพิจารณาพัฒนา ในเชิงพาณิชย์ต่อไป

5.ที่ดินบริเวณตลาดนัดจตุจักร พื้นที่ประมาณ 78 ไร่ นั้น ซึ่งหลังจากที่หมดสัญญา เช่าจากกรุงเทพมหานครในอีก 5 ปีข้างหน้า หรือในปี 2556 ร.ฟ.ท.จะนำพื้นที่ทั้งหมดมาบริหารเอง ก็น่าจะทำให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้นอีกประมาณ 960 ล้านบาทต่อปี เนื่องจาก ที่ผ่านมา ร.ฟ.ท.ได้รับค่าเช่าจาก กทม.เพียงปีละ 3 ล้านบาทเท่านั้น ในขณะที่ กทม.นำพื้นที่ไปเช่าต่อให้กับผู้ค้าได้เงินจำนวนมาก

“สัญญาเช่าในตลาดนัดจตุจักรมีประมาณ 8,000 สัญญา กทม.นำไปเช่าต่อรายละ 10,000 บาทต่อเดือน บางรายก็ 20,000 บาท ต่อเดือน ถ้าเราเอามาทำเองคิดที่สัญญาละ 10,000 บาทต่อเดือน เดือนหนึ่งเราจะได้ 80 ล้านบาท ปีหนึ่งเราก็จะได้ 960 ล้านบาท ก็ได้ไม่น้อย ในขณะที่ กทม.ให้เราแค่ปีละ 3 ล้านบาท แต่เมื่อปี 2551 ที่ผ่านมา กทม.ขอต่อสัญญาออกไปอีก 5 ปี โดยยอมจ่ายค่าเช่า ให้การรถไฟเพิ่มขึ้นเป็น 20 ล้านบาทต่อปี จนสิ้นสุดในปี 2556”

นายอิทธิพล กล่าวต่อว่า รายได้จากค่าเช่าที่ดินรถไฟทั่วประเทศนั้น คาดว่าสิ้นปี 2552 นี้ และหากที่ดินย่านตลาดนัดจตุจักรหมดสัญญาลงในอีก 5 ปี ร.ฟ.ท.จะทำการปรับเงื่อนไขและอัตราค่าเช่าใหม่ ก็น่าจะทำให้ การรถไฟฯ มีรายได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 3,000 ล้านบาทต่อปี

อนึ่ง ปัจจุบัน ร.ฟ.ท.มีที่ดินทั่วประเทศ ถึง 234,976 ไร่ แบ่งเป็นที่ดินที่ใช้ในกิจการขนส่งประมาณ 198,674 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 85.55 ประกอบด้วยที่ดินย่านสถานี 5,333 ไร่ ที่ดินบ้านพัก 3,755 ไร่ และที่ดินที่เป็นพื้นที่เขตทาง 189,586 ไร่ ส่วนที่ดินเพื่อการหาประโยชน์หรือที่สามารถนำมาพัฒนาเชิงพาณิชย์ จำนวน 36,302 ไร่ หรือร้อยละ 15.45 แบ่งเป็นพื้นที่สายตะวันออก จำนวน 4,952 ไร่ สายเหนือ 4,306 ไร่ สายตะวันออกเฉียงเหนือ 9,032 ไร่สายใต้ 15,186 ไร่ และพื้นที่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 2,825 ไร่

โดยมีที่ดินเชิงพาณิชย์ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ แปลงใหญ่กระจายอยู่ในย่านธุรกิจสำคัญ เช่น ย่านพหลโยธิน 1,070 ไร่ ปัจจุบันแบ่งพื้นที่ใช้ประโยชน์ เช่น ให้องค์การ ตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เช่า 48.7 ไร่, ตลาดนัดจตุจักร 78 ไร่, สวนจตุจักร 190 ไร่ และที่บริเวณสนามกอลฟ์รถไฟ 375 ไร่

นอกจากนั้น ยังแบ่งให้หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจอื่นๆ เช่าและทำเป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ ประกอบด้วย ดอนเมืองโทลล์เวย์ 42 ไร่, ขสมก.30 ไร่, สวนหย่อม 30 ไร่, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 20 ไร่, การประปานครหลวง (กปน.) 5.7 ไร่ และ ร.ฟ.ท.ยังมีโครงการสำรองบ้านพักและกิจการ รถไฟ 90 ไร่, บ.ข.ส. เช่าชั่วคราว 70 ไร่องค์การโทรศัพท์ฯ เช่า 10 ไร่

คม.สั่ง ร.ฟ.ท.สำรวจที่ดิน


นายประกิจ พลเดช

ผู้ ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงคมนาคมสั่งการ ร.ฟ.ท. เร่งสำรวจที่ดินที่อยู่ในความครอบครอง เพื่อนำมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์ และสร้างรายได้...

นายประกิจ พลเดช ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงคมนาคม และประธานคณะกรรมการพัฒนาที่ดิน ของการรถไฟแห่งประทศไทย (ร.ฟ.ท.) กล่าววานนี้ (7 ก.ค.) ว่า ในการประชุมคณะกรรมการพัฒนาที่ดิน ของ ร.ฟ.ท. ได้สั่งการให้ ร.ฟ.ท.เร่งสำรวจที่ดิน ในความครอบครอง ของ ร.ฟ.ท. ทั้งหมด เพื่อจะได้จัดสรรและนำมาพัฒนา ให้เกิดประโยชน์ สร้างรายได้และชดเชยหนี้สินที่คงค้างกว่า 73,000 ล้านบาท พร้อมกับนำมาจ่ายค่าบำนาญของพนักงานฯ ที่เกษียณอายุก่อนหน้านี้ ปีละประมาณ 2,000 ล้านบาท

นายประกิจ กล่าวต่อว่า นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มอบนโยบาย แก่คณะกรรมการชุดนี้ว่า จะต้องนำที่ดินของ ร.ฟ.ท.ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ มาพัฒนาในเชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างรายได้ให้กับองค์กร ซึ่งเรื่องนี้ คงต้องทำความเข้าใจ กับฝ่ายบริหาร และพนักงานของ ร.ฟ.ท. รวมทั้งสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจดังกล่าว เพราะที่ผ่านมา ร.ฟ.ท. มีหนี้สินจำนวนมาก ขณะเดียวกัน ทรัพย์สินที่มี ก็ไม่ได้นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์

" นอกจากนี้ ได้พิจารณาเรื่องการบุกรุกที่ดิน ร.ฟ.ท. ของชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ ล่าสุด มีชุมชนที่บุกรุกที่ดิน จำนวน 358 ชุมชน เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2551 มีชุมชนที่บุกรุกที่ดิน ร.ฟ.ท. จำนวน 250 ชุมชน ขณะที่สถิติในปี 2546 มีชุมชนบุกรุกที่ดิน ร.ฟ.ท. เพียง 128 ชุมชนเท่านั้น ซึ่งลักษณะของชุมชนที่เพิ่มขึ้นนั้น บางส่วนเป็นลักษณะการขยายชุมชนให้ใหญ่ ขึ้น บางส่วนเป็นบุกรุกพื้นที่ เพื่อสร้างชุมชนใหม่ ดังนั้น ร.ฟ.ท. จะต้องลงไปดูรายละเอียดว่า แต่ละพื้นที่มีที่ดินที่ถูกบุกรุก และเป็นชุมชนใหม่จำนวนเท่าไร เพื่อนำมารายงาน ให้คณะกรรมการทราบ พร้อมทั้งหาแนวแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ด้วย" นายประกิจกล่าว

จว.ลุยพัฒนาพื้นที่"ชุมชนสระบุรี" อปท.ร่วมผุดถนนเลียบทางรถไฟ


มติชนรายวัน ปีที่ 32 ฉบับที่ 11413 วันที่ 09 มิถุนายน พ.ศ. 2552

นายธนเษก อัศวนุวัตร ผวจ.สระบุรี เผยว่า ชุมชนสระบุรีมีการเติบโตค่อนข้างสูงและยังเป็นศูนย์การปกครอง การค้าและบริการระดับจังหวัด ในการวางแผนการพัฒนาจึงได้วางผังเมืองรวมให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและให้มีความเหมาะสมกับสภาพที่เปลี่ยนไป โดยประกาศใช้ผังเมืองรวมสระบุรี จังหวัดสระบุรี พ.ศ.2548 แต่ยังขาดการพัฒนาให้เป็นไปตามผังเมืองที่วางไว้ โดยเฉพาะระบบคมนาคมและขนส่งของชุมชนสระบุรียังไม่สมบูรณ์ เกิดปัญหาการจราจรอย่างมาก ดังนั้น การก่อสร้างถนนเลียบทางรถไฟเชื่อมต่อสายบายพาสด้านทิศตะวันตกจึงมีความสำคัญ จะช่วยลดปัญหาการจราจร อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาพื้นที่ได้อย่างคุ้มค่า

นายอุกริช พึ่งโสภา รอง ผวจ.สระบุรี กล่าวว่า โครงการก่อสร้างถนนเลียบทางรถไฟนั้น ถนนส่วนหนึ่งจะอยู่ในเขตของการทางรถไฟแห่งประเทศไทย และบางส่วนอยู่ในเขตเทศบาลเมืองสระบุรีซึ่งเทศบาลจะสนับสนุนงบฯก่อสร้าง และยังอยู่ในเขต อบต.ดาวเรือง ด้วยส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ ทาง อบจ.สระบุรี ได้สนับสนุนงบฯทั้งสิ้น 18,203,420 บาท

“ชาวสลัม 18 ชุมชน” ยื่นหนังสือต่อ “พร้อมพงศ์” หลังโดนไล่ที่เพื่อเอาไปสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 31 พฤษภาคม 2552 15:17 น

ตัวแทนชาวสลัม 18 ชุมชน ยื่นหนังสือขอความช่วยเหลือต่อ “โฆษกเพื่อไทย” หลังโดนฟ้องไล่ที่ เพื่อนำไปสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง ระบุหากไม่ย้ายออกต้องเสียค่าปรับวันละ 50,000 บาท ขณะที่ “โฆษกไข่แม้ว” รับปากจะส่งเรื่องให้หัวหน้าพรรค-ประธานวิปฝ่ายค้านทราบ เพื่อตั้งกระทู้ถามสดรัฐบาลในสภาต่อไป

วันนี้ (31 พ.ค.) ที่ทำการพรรคเพื่อไทย ตัวแทนชาวสลัม 18 ชุมชน กว่า 20 คน เดินทางมายื่นหนังสือขอความช่วยเหลือ หลังจากได้รับผลกระทบจากการสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน ของรัฐบาล โดยระบุในหนังสือขอความช่วยเหลือ ว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ได้มอบอำนาจให้บริษัทก่อสร้างซึ่งเป็นคู่สัญญา เป็นโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลให้มีการขับไล่ชาวสลัม 18 ชุมชนออกจากที่อยู่อาศัย ที่อยู่กันมาไม่ต่ำกว่า 20 ปี โดยหากไม่ทำตามจะต้องเสียค่าปรับวันละ 50,000 บาท นับแต่วันที่ฟ้อง จึงทำให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณดังกล่าวกว่า 10,000 คน หรือประมาณ 3,000 ครัวเรือน ต้องได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก และไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปพึ่งใคร ดังนั้น วันนี้ จึงจำเป็นต้องเดินทางมาร้องเรียนต่อพรรคเพื่อไทย ให้มีการตรวจสอบเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ได้เป็นผู้รับหนังสือและกล่าวว่า จะส่งเรื่องไปให้หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และประธานวิปฝ่ายค้านทราบ และจะมีการตั้งเป็นกระทู้ถามรัฐบาลในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรต่อไป

ผู้ว่าฯ รฟท.รับปากแก้ปัญหาสลัม 4 ภาค ภายใน 30 วัน


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 พฤษภาคม 2552 16:06 น.

ตัวแทนเครือข่ายสลัม 4 ภาคประมาณ 100 คน เดินทางมาร่วมชุมนุมกันหน้ากระทรวงคมนาคม เพื่อเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาชุมชนแออัดที่อาศัยอยู่ในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการถูกเวนคืนที่ดิน โดยนายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการ รฟท. กล่าวภายหลังหารือกับกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องบริเวณหน้ากระทรวงคมนาคม กรณีเดือดร้อนจากปัญหาการเช่าที่ รฟท.ว่า กลุ่มผู้ชุมนุมได้เดินทางมายื่นหนังสือเรียกร้องต่อ นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อให้ รฟท.เร่งจัดการแก้ไขปัญหาการเช่าที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยของคนจนทั้งชุมชนที่ผ่าน ทด.3 และชุมชนที่ไม่ผ่าน ทด.3 กรณีชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง กรณีบุกล้ำที่เช่าชุมชนเทพารักษ์ รวมถึงกรณีการขอปรับอัตราค่าเช่าพื้นที่สร้างศูนย์พักคนไร้บ้านชุมชนบางกอกน้อย

สำหรับข้อเรียกร้องปัญหาเช่าที่ดินนั้น รฟท.จะเร่งดำเนินการพิจารณาแก้ไขให้เสร็จภายใน 30 วัน เนื่องจากที่ผ่านมามีชุมชนที่ขอเช่าที่ของ รฟท.มากถึง 61 ชุมชน การจัดการจึงเกิดความล่าช้า และจะให้ความยุติธรรมในการตรวจสอบปัญหาอื่นๆ รวมถึงปัญหาขึ้นค่าเช่าที่สร้างศูนย์บ้านบ้านพักคนไร้บ้าน รฟท.จะนำเรื่องไปพิจารณาแก้ไขร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ภายใน 60 วัน นอกจากนี้ ยังรับปากตัวแทนสลัม 4 ภาคว่าจะเดินทางไปพบกลุ่มผู้เดือดร้อนด้วยตนเองที่จังหวัดขอนแก่นภายใน 7 วัน และกลุ่มผู้ชุมนุมก็ได้สลายการชุมนุมในเวลา 13.30 น.

ดึงเอกชนพัฒนาที่ดินกทม. รฟท.หวังโกยรายได้หมื่นล้าน


จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2419 19 เม.ย. - 22 เม.ย. 2552
Posted: 22/04/2009 3:40 pm Post subject: ดึงเอกชนพัฒนาที่ดินกทม. รฟท.หวังโกยรายได้หมื่นล้าน

--------------------------------------------------------------------------------

ดึงเอกชนพัฒนาที่ดินกทม. รฟท.หวังโกยรายได้หมื่นล้าน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2419 19 เม.ย. - 22 เม.ย. 2552
http://www.thannews.th.com/detialNews.php?id=R3524202&issue=2419

รฟท. เล็งระดมทุนผ่านพร็อพเพอร์ตี้ฟันด์ ให้เอกชนรายใหญ่ร่วมลงทุนที่ดิน แปลงงามทั่วกรุง 1,300 ไร่ โกยรายได้กว่าหมื่นล้าน โฟกัสทำเลศักยภาพ รัชดาฯ-พระราม9 - กม.11- แม่น้ำ -บางซื่อ ผุดตึกสูง ที่พักอาศัย ออฟฟิศ โรงแรม คอมเพล็กซ์ เดินหน้าชงกรมโยธาฯปรับสีผังจากสีน้ำเงินเป็นแดงเพิ่มศักยภาพ

แหล่งข่าวระดับสูงจากการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ขณะนี้การรถไฟฯได้ พิจารณาปรับแผนพัฒนาที่ดินทั้งหมด ตามที่คณะกรรมการ (บอร์ด รฟท.) มอบหมายเพื่อหารายได้เข้าองค์กรให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะ ที่ดินที่มีศักยภาพในเขตกรุงเทพมหานคร(กทม.) ที่มีอยู่ประมาณ 11 แปลง เนื้อที่ 1,300 ไร่ โดยได้เสนอของบประมาณ ปี 2553 ( ตุลาคม 2552 - กันยายน 2553) วงเงิน 8-9 ล้านบาท เพื่อจ้างบริษัทที่ปรึกษาศึกษาความเป็นไปได้ พร้อมทั้งออกแบบรายละเอียด ตามความเหมาะสมของทำเล และประเมินมูลค่าทรัพย์สิน

"จากนั้น การรถไฟฯจะร่างทีโออาร์ (บันทึกข้อตกลงเบื้องต้น) เปิดให้เช่าระยะยาว 30ปี ซึ่ง เบื้องต้นได้กำหนดกรอบการพัฒนาให้เป็น ทั้งที่พักอาศัย อาคารสำนักงาน โรงแรม คอมเพล็กซ์ เป็นต้น โดยเฉพาะที่ดินแปลงใหญ่ ซึ่งประเมินว่าแต่ละแปลงจะมีมูลค่าเฉลี่ยกว่า 10,000 ล้านบาทขึ้นไป"แหล่งข่าวกล่าวและว่า

สำหรับรูปแบบการพัฒนาที่ดินนั้นการรถไฟฯ จะใช้วิธี ระดมทุนผ่านกองทุนอสังหาริมทรัพย์ (พร็อพเพอร์ตี้ฟันด์) เพื่อนำเม็ดเงินมาลงทุนในโครงการดังกล่าว โดยเอกชนจะดำเนินการขายหน่วยลงทุนให้กับผู้ที่สนใจ โดยเฉพาะ ที่ดินแปลงใหญ่ที่ต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างมาก ได้แก่

1. ที่ดินซึ่งปัจจุบันเป็นบ้านพักของเจ้าหน้าที่การรถไฟฯ บริเวณกม.11 ถนนวิภาวดี-รังสิต จำนวน 425 ไร่ ที่ดิน
2. บริเวณสถานีรถไฟบางซื่อ ซึ่งมีที่ดินรัศมีโดยรอบ 600 ไร่
3. ที่ดินย่านมักกะสัน 100 ไร่
4. ที่ดินบริเวณสถานีแม่น้ำ ย่านพระรามสาม 200 ไร่


นอกจากนี้ ยังมีที่ดินแปลงเล็กที่มีศักยภาพอีกหลายแปลงที่สามารถเปิดประมูลได้ทันที ได้แก่ที่ดิน ย่านถนนรัชดาภิเษก เกือบ 10 แปลง เช่น

1. บริเวณ ถนนรัชดาภิเษก ตัดกับถนนวิภาวดี-รังสิต ด้านข้างขึ้นสะพานข้ามแยกรัชโยธิน หรือใกล้กับธนาคารไทยพาณิชย์สำนักงานใหญ่ จำนวน 3 แปลงเนื้อที่ 9 ไร่
2. ที่ดินแปลงที่ 34 ใกล้กับสถานีตำรวจพหลโยธิน 1 แปลง เนื้อที่ กว่า 1 ไร่
3. ที่ดินแปลงที่ 120 ติดกับโรงแรมดิเอมเมอรัล 1 แปลง
4. เนื้อที่กว่า1 ไร่ ที่ดินบริเวณถนนเทิดพระเกียรติ 2 แปลง 8 ไร่ ซึ่งอยู่บริเวณ จุดตัดระหว่างถนนรัชดาภิเษก กับถนนพระราม9 ย่านอาร์ซีเอ ของทั้งสองฝั่งถนน

ซึ่ง ขณะนี้ที่ดินทั้ง 2 แปลง มี เอกชนสนใจจำนวนมากกว่า 10 ราย ไม่ว่าจะเป็นสถานบริการอาบอบนวด ศูนย์ประชุม ฯ

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า สำหรับผลตอบแทนนั้นการรถไฟฯได้กำหนด เพดานขั้นต่ำของรายได้ ที่จะได้รับ ไว้ที่ 42% ของ มูลค่าที่ดิน ซึ่งเป็นไปตามระเบียบการรถไฟฯ ฉบับที่ 129 (เช่า 30 ปี) แยกเป็นค่าธรรมเนียมจากการจัดประโยชน์ 30 % ส่วนสัดส่วนที่เหลือจะกระจายเป็นค่าเช่า ซึ่งผู้ประมูล อาจตั้งราคาผลตอบแทนให้การรถไฟฯสูงกว่าที่ตั้งไว้42% ได้ หากใครให้ผลตอบแทนที่ดีก็ได้ที่ดินไป โดยมีเงื่อนไขว่า พื้นที่พัฒนา จะต้องมีขนาดตั้งแต่ 4,500 ตารางเมตรขึ้นไป ส่วนความสูงไม่จำกัด และหากมีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท จะต้องเข้าพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ร่วมทุน พ.ศ. 2535 ขณะเดียวกันการรถไฟฯได้เสนอกรมโยธาธิการและผังเมืองเพื่อขอปรับการใช้ประโยชน์ที่ดินแต่ละแปลง จาก พื้นที่สีน้ำเงิน (ที่ดินประเภทใช้ในกิจการหน่วยงานราชการ) เป็นพื้นที่สีแดง(ที่ดินประเภทพาณิชยกรรม)

รฟท.ปัดฝุ่นพัฒนาที่ดิน3แปลง บอร์ดสั่งนำร่อง 'ย่านมักกะสัน' / ย่านพหลฯ-ช่องนนทรี คิวต่อไป


จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2418 16 เม.ย. - 18 เม.ย. 2552

บอร์ดการรถไฟฯ รื้อแผนพัฒนาที่ดิน 3 แปลงใหญ่ จี้พัฒนาที่ดินย่านมักกะสันเป็นลำดับแรก เพื่อรองรับแอร์พอร์ตลิงค์ ที่จะเปิดให้บริการในปีนี้ สั่งเร่งรีไรต์แผนแม่บทเพื่อกำหนดความชัดเจนก่อนตัดสินใจลงทุน ส่วนที่ดินย่านพหลโยธิน-สถานีแม่น้ำ เล็งพัฒนาเป็นเฟส 2 และเฟส 3 เร่งพัฒนาที่ดินย่านสถานีทั่วประเทศ

นายถวัลย์รัฐ อ่อนศิระ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการ(บอร์ด) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ขณะนี้บอร์ดได้สั่งการให้ผู้บริหารการรถไฟฯ ไปเร่งดำเนินการจัดแผนพัฒนาที่ดิน3 แปลงใหญ่ของการรถไฟ ประกอบด้วย

ที่ดินย่านพหลโยธินที่ดินย่านสถานีแม่น้ำ (ช่องนนทรี) และที่ดินย่านมักกะสันเพื่อพัฒนาสร้างมูลค่าเพิ่มและนำรายได้ที่ได้มาพัฒนาองค์กรชดเชยการขาดทุน

ทั้งนี้ในระยะแรกได้สั่งการให้เร่งทบทวนแผนการพัฒนาที่ดินย่านมักกะสันก่อนเนื่องจากที่ดินดังกล่าวอยู่ในบริเวณเดียวกับสถานีมักกะสันของโครงการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ ที่คาดว่าจะเปิดให้บริการได้อย่างเป็นทางการภายในปี 2552 นี้ เพื่อเป็นการเสริมศักยภาพของแอร์พอร์ตลิงค์ และเป็นการเตรียมความพร้อมในการอำนวยความสะดวกต่อประชาชนและผู้มาใช้บริการด้วยโดยให้การรถไฟฯ เร่งทบทวนแผนแม่บทที่เคยศึกษาไว้ว่ายังคงใช้ได้หรือไม่ จะต้องปรับเปลี่ยนรายละเอียดอย่างไร จะมีรูปแบบการลงทุนอย่างไร รวมถึงเรื่องของมูลค่าการลงทุนและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างรอบคอบด้วย

ส่วนที่ดินบริเวณย่านสถานีแม่น้ำ (ช่องนนทรี) และที่ดินย่านพหลโยธินนั้น ให้เร่งพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร หากยังไม่มีผลการศึกษา หรือยังไม่มีแผนแม่บทก็ให้เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จ เพื่อจะได้กำหนดทิศทางในการดำเนินการให้ชัดเจนและเร่งดำเนินการพัฒนาเป็นระยะที่ 2 จากนั้นให้นำที่ดินตามสถานีต่างๆ มาพัฒนาเป็นระยะต่อไป

"บอร์ดได้สั่งการให้ผู้บริหารการรถไฟฯ ไปเร่งดำเนินการพัฒนาที่ดินที่มีอยู่ทั้งหมดเลย

โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ระยะสำคัญ และได้กำชับให้เร่งทำเลยโดยไม่ต้องรอแผนฟื้นฟู

หรือรอให้การจัดตั้งบริษัทลูกพัฒนาทรัพย์สินแล้วเสร็จ เพื่อให้การพัฒนาที่ดินบริเวณต่างๆ สอดรับกับบริษัทลูกที่จะจัดตั้งขึ้นมาในอนาคต ส่วนของที่ดินที่มีแผนการพัฒนาอยู่แล้วอย่างที่ดินมักกะสัน ก็ให้รีไรต์แผนแม่บทใหม่ แล้วเร่งดำเนินการให้เร่งปัดฝุ่นแผนพัฒนาอีกครั้งและให้ทำอย่างเป็นรูปธรรม"

นายถวัลย์รัฐ กล่าวอีกว่า ในส่วนของแผนปฏิบัติการเพื่อปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการเพื่อฟื้นฟูฐานะทางการเงินของการรถไฟฯนั้น ขณะนี้ได้ทำความเข้าใจ ชี้แจงรายละเอียด กับทุกฝ่ายเรียบร้อยแล้ว และเชื่อว่าจะสามารถเสนอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาได้ประมาณวันที่ 21 เมษายนนี้ และหากได้รับความเห็นชอบก็จะเร่งดำเนินการจัดตั้งบริษัทลูกในทันที

ขณะที่ นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวว่า ในขณะนี้ยังไม่ได้รับทราบแผนการพัฒนาที่ดิน หรือแผนอื่นๆ จากการรถไฟฯ ซึ่งในเร็วๆ นี้ สนข. จะไปติดตามและเร่งรัดในทุกด้าน ทั้งด้านการลงทุนโครงการเมกะโปรเจ็กต์ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า รถไฟทางคู่รวมถึงแผนการพัฒนาที่ดินและอื่นๆ ด้วย เพื่อเป็นการติดตาม และคอยดูแลการดำเนินงานให้เป็นไปตามที่กำหนด ให้เกิดประสิทธิภาพอย่างสูงสุดและเพื่อการพัฒนาองค์กร

อนึ่งที่ดินของการรถไฟฯ ที่มีอยู่ มีจำนวน 234,976 ไร่ ประกอบด้วย

ที่ดินที่ใช้รองรับภาร กิจหลักขององค์กร 198,674 ไร่
ที่ดินที่สามารถนำมาพัฒนาเชิงพาณิชย์ได้ 36,302 ไร่
ที่ดินย่าน สถานี 5,333 ไร่
ที่ดินบ้านพัก 3,755 ไร่ และ
ที่ดินที่เป็นพื้นที่เขตทาง 189,586 ไร่

สำหรับที่ดินที่สามารถนำมาพัฒนาเชิงพาณิชย์ได้จำนวน 36,302 ไร่ นั้น แบ่งเป็นพื้นที่บริเวณสายตะวันออกจำนวน 4,952 ไร่
สายเหนือ 4,306 ไร่
สายตะวันออกเฉียงเหนือ 9,032 ไร่
สายใต้ 15,186 ไร่
และพื้นที่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 2,825 ไร่ ซึ่งยังมีพื้นที่ที่สามารถนำมาพัฒนาได้อยู่ประมาณ34,487 ไร่ โดยในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ จะมีพื้นที่แปลงใหญ่ อาทิ ที่ดินย่านพหลโยธิน 1,070 ไร่ และมักกะสัน 745 ไร่
ก่อนหน้านี้การรถไฟฯ ได้ว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาจัดทำแผนแม่บทในการพัฒนาพื้นที่ดินย่านมักกะสันไว้ด้วยซึ่งพื้นที่นี้ มีขนาด 650 ไร่ ถือเป็นที่ดินที่มีศักยภาพเพราะอยู่ใจกลางเมือง ใกล้แหล่งธุรกิจที่สำคัญอาทิ ประตูน้ำ ราชประสงค์ สุขุมวิท เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีความพร้อมในส่วนของระบบคมนาคมขนส่งทั้งทางด่วนขั้นที่ 1 และ 2
ถนนสายหลักต่างๆ เช่น ถนนจตุรทิศ ราชปรารภ เพชรบุรี รัชดาภิเษก สามารถเดินทางเข้าออกได้สะดวกหลายทาง ทั้งยังเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าบีทีเอสที่สถานีพญาไทและรถไฟฟ้าใต้ดินที่สถานีเพชรบุรี
ทั้งนี้ได้กำหนดตัวเลือกในการพัฒนาไว้ 2 ทางเลือก ตามรายงานผลการศึกษาในเบื้องต้น

กลุ่มบริษัทที่ปรึกษาคือ
แนวทางที่ 1 จะมีพื้นที่ในการพัฒนาประมาณ 2,200,000 ตารางเมตร คาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนจำนวน202,000 ล้านบาท จะประกอบไปด้วย พื้นที่สำหรับก่อสร้างเป็นห้างสรรพสินค้าที่พักอาศัย โรงแรมอาคารสำนักงาน อาคารร้านค้า ศูนย์ออกกำลังกาย ศูนย์อาหาร และ โรงพยาบาล

ส่วนแนวทางที่ 2 จะใช้พื้นที่ในการพัฒนารวม 1,030,000 ตารางเมตรคาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 82,000 ล้านบาท ประกอบด้วย พื้นที่สำหรับห้างสรรพสินค้า ที่พักอาศัย โรงแรม อาคารสำนักงาน ศูนย์ออกกำลังกาย ศูนย์แสดงสินค้า และโรงพยาบาล
นอกจากนี้ ที่ปรึกษายังได้แบ่งพื้นที่ในการพัฒนาออกเป็น 4 ส่วนใหญ่ๆ ได้แก่

1. พื้นที่ส่วนเอ จัดให้เป็นพื้นที่ส่วนธุรกิจการค้า ซึ่งจะอยู่ติดกับสถานีรับส่งผู้โดยสารอากาศยานในเมือง มีเนื้อที่ประมาณ 104 ไร่ ประกอบด้วย พื้นที่ศูนย์การค้า ที่จอดรถ พื้นที่ร้านค้าปลอดภาษีและที่พักอาศัย พื้นที่โรงแรม

2. พื้นที่ส่วนบี จะเป็นพื้นที่ส่วนธุรกิจการค้าและศูนย์ประชุม อยู่ติดกับสถานีราชปรารภ มีเนื้อที่ 123 ไร่

3. สำหรับพื้นที่ส่วนซี จะเป็นพื้นที่ส่วนธุรกิจสำนักงาน อยู่ติดกับบึงมักกะสัน เนื้อที่รวม 143 ไร่ และ

4. พื้นที่ส่วนดี จะเป็นพื้นที่ของส่วนศูนย์แสดงสินค้า อยู่ติดกับถนนเพชรบุรีตัดใหม่เนื้อที่รวม 125 ไร่

ส่วนที่ดินย่านพหลโยธิน และย่านสถานีแม่น้ำ(ช่องนนทรี)นั้น ขณะนี้ยังไม่มีแผนการพัฒนาที่ชัดเจนและยังไม่มีการศึกษาหรือจัดทำแผนแม่บทไว้ โดยพื้นที่ย่านพหลโยธินนั้น
มีที่ดินรวม 23 แปลง มีเนื้อที่ทั้งหมด 2,325 ไร่ แต่เมื่อหักพื้นที่ที่มีข้อจำกัดออกจำนวน 765 ไร่ และพื้นที่ใช้ในการพัฒนาเป็นสาธารณูปโภคประมาณ 468 ไร่ จะเหลือพื้นที่ใช้สอยที่นำมาพัฒนาได้ประมาณ 1,092 ไร่
ส่วนพื้นที่ย่านสถานีแม่น้ำ (ช่องนนทรี) มีเนื้อที่รวมประมาณ 277 ไร่ เมื่อหักพื้นที่ใช้พัฒนาระบบสาธารณูปโภคประมาณ 83 ไร่ จะเหลือพื้นที่ใช้สอยที่พัฒนาได้ประมาณ 194 ไร่ ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะสามารถพัฒนาเป็นคอมเพล็กซ์ ห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงานให้เช่าได้

จ่อเชือด“ยุทธนา ทัพเจริญ” สังเวยสัญญากลุ่มเซ็นทรัล


โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 26 ธันวาคม 2551

คณะกรรมาธิการคมนาคม วุฒิสภาสอบเครียด กรณีร.ฟ.ท.เร่งต่อสัญญากลุ่มเซ็นทรัล

*โผล่แล้วหลักฐานมัด “ยุทธนา ทัพเจริญ”

*เผยสศช. สำนักงบฯยังไม่ให้ความเห็นมา ถือเป็นการเสนอเรื่องที่ไม่ผ่านขั้นตอน

หลังจากที่มีการเร่งรีบเซ็นสัญญาเช่าพื้นที่บริเวณสามเหลี่ยมพหลโยธินระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.)กับบริษัทเซ็นทรัล อินเตอร์พัฒนา จำกัด ที่ได้มีการลงนามในสัญญาไปแล้วนั้น ปรากฏว่ามีหลายฝ่ายออกมาวิพากวิจารณ์ว่ามีการเร่งรีบดำเนินการเกิดความไม่โปร่งใสและเอื้อผลประโยชน์ให้กับเอกชน ซึ่งล่าสุดทางคณะกรรมาธิการคมนาคม วุฒิสภา มีการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นในการต่อสัญญาเช่าที่ดินพร้อมทรัพย์สินบริเวณสามเหลี่ยมย่านพหลโยธินจำนวน 47.22 ไร่ ที่ทางร.ฟ.ท.ได้มีการลงนามต่อสัญญากับเซ็นทรัลไปแล้วเมื่อวันที่ 9 ธ.ค.ที่ผ่านมานั้น

ทางคณะกรรมาธิการฯเห็นว่ายังมีข้อสงสัยหลายอย่าง เช่น การเร่งรัดการเสนอขออนุมัติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.2551 การเร่งรัดการลงนามสัญญาและการพิจารณาเรื่องผลตอบแทน และประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการที่ได้มา โดยเฉพาะกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเร่งรีบส่งเรื่องการต่อสัญญาเข้าครม. เพื่อให้ทันก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินยุบพรรคพลังประชาชน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงบประมาณยังไม่ให้ความเห็นมา ถือเป็นการเสนอเรื่องที่ไม่ผ่านขั้นตอนโดยสมบูรณ์หรือไม่

สำหรับประเด็นการต่อสัญญาดังกล่าว จารึก อนุพงษ์ ประธานคณะกรรมาธิการคมนาคม วุฒิสภา ได้ประสานไปยังคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล และคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน วุฒิสภา เพื่อตั้งอนุกรรมการร่วมในการตรวจสอบการต่อสัญญาเซ็นทรัลเพื่อให้ได้ข้อสรุปโดยเร็วที่สุดแล้ว เพราะเห็นว่าโครงการดังกล่าวเป็นโครงการขนาดใหญ่และมีผลตอบแทนค่อนข้างสูงถึง 21,000 ล้านบาท ทั้งนี้การที่ให้คณะกรรมการดังกล่าวร่วมตรวจสอบก็เพื่อให้มีความครอบคลุมในทุกประเด็น

โดยขณะที่ทางคณะทำงานของคณะกรรมาธิการคมนาคม วุฒิสภา ได้ขอข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับรายละเอียดการพิจารณาเรื่องผลตอบแทนของการต่อสัญญา กระบวนการเสนอขออนุมัติครม. และขั้นตอนก่อนการเซ็นสัญญากับเซ็นทรัลทั้งหมด จากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องแล้ว พร้อมทั้งได้มีการสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว เช่น ยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการฯ ร.ฟ.ท. อิทธิพล ปภาวสิทธิ์ รองผู้ว่าการฯ ด้านบริหารทรัพย์สิน ร.ฟ.ท.ซึ่งถูกตั้งเป็นประธานคณะกรรมการคัดเลือกเอกชน ตามมาตรา 13 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 แทนนคร จันทรศร รองผู้ว่าการฯ ร.ฟ.ท. รวมถึงจะมีการเรียกคณะกรรมการคัดเลือกเอกชน ตามมาตรา 13 ของ พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2535 ทุกคน ให้มาชี้แจงกระบวนการ ขั้นตอนการพิจารณาที่ผ่านมาด้วย

ด้านยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการรถไฟแหงประเทศไทย(ร.ฟ.ท.) กล่าวว่า การต่อสัญญาเช่า ระหว่างร.ฟ.ท.กับเซ็นทรัล เป็นเรื่องที่ดำเนินการตามแผนเดิมที่คณะกรรมการมาตรา13กำหนดไว้ ซึ่งผู้บริหารร.ฟ.ท.ได้ดูรายงานตามที่ผู้เกี่ยวข้องรายงานมาว่าหลังจากดำเนินการแล้วเสร็จ ให้ร.ฟ.ท.เสนออัยการสูงสุดพิจารณาข้อสัญญา หลังจากนั้นจึงเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี(ครม.)ต่อไป ซึ่งก็ได้มีการกำหนดไว้อย่างชัดเจนแล้ว

ทั้งนี้ หลังจากที่คณะกรรมการมามาตรา13 ดำเนินการแล้วเสร็จได้มีการมาหารือกับผู้บริหารร.ฟ.ท.ว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะจะครบสัญญาในวันที่18ธ.ค.นี้ และเมื่อพิจารณาแล้วว่าหากสามารถลงนามได้ก่อนก็ควรดำเนินการ ซึ่งหากร.ฟ.ท.ปล่อยให้เวลาล่วงเลยวันที่18 ธ.ค.ไปก็อาจมีคำถามตามมาว่าทำไมถึงไม่ต่อสัญญาก่อนที่จะหมดสัญญา อาจส่งผลให้มีการตรวจสอบถึงความล่าช้าของร.ฟ.ท.ทำให้รัฐเสียหาย รวมถึงผลประโยชน์ที่ร.ฟ.ท.ควรได้รับ

ดังนั้น เมื่อผู้บริหารเห็นว่าสามารถดำเนินการได้ก็ควรรีบดำเนินการ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อร.ฟ.ท. จึงให้กลุ่มเซ็นทรัลมาเซ็นสัญญา

“ส่วนการเปลี่ยนตัวประธานคณะกรรมการมาตรา 13 จาก นคร จันทศร รองผู้ว่าร.ฟ.ท. เป็นอิทธิพล ปภาวสิทธิ์ รองผู้ว่าฝ่ายทรัพย์สินนั้น ยุทธนาให้เหตุผลว่า เนื่องจากผู้ที่รับผิดชอบโดยตรงมาหารือว่ากรณีที่อัยการตรวจร่างสัญญาเสร็จแล้วจะดำเนินการต่ออย่างไร จึงเชิญประธานมาตรา13เดิม(นคร) มาชี้แจง ปรากฏว่าไม่มีความคืบหน้า จึงตัดสินใจเปลี่ยนตัวประธานมาตรา13 เพื่อให้งานเดินต่อไป เพราะหากปล่อยผ่านไปอาจมีปัญหาตามมาในอนาคต สำหรับผลตอบแทนที่ร.ฟ.ท.จะได้รับยังคงเช่นเดิมที่ 21,000 ล้านบาท ระยะเวลา 20 ปี ”ยุทธนากล่าว

ปมฉาว"รฟท.-เซ็นทรัล"เซ็นล่วงหน้าเมินมติ ครม.


โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 25 ธันวาคม 2551

ASTVผู้จัดการรายวัน - เปิดอีกปม บิ๊ก ร.ฟ.ท.ร้อนรน ต่อสัญญาเซ็นทรัลไม่รอ เลขา ครม.แจ้งมติ ครม.เป็นทางการ เผยแจ้งเซ็นทรัลตั้งแต่ 4 ธ.ค. 51 ให้มาเซ็นสัญญา แต่ ครม.แจ้งมติเป็นทางการวันที่ 8 ธ.ค. "นคร" ขอความเป็นธรรมประธานบอร์ด ร.ฟ.ท.หลังถูกกล่าวหาไม่ทำงานจนต้องเปลี่ยนตัวประธาน มาตรา 13 ยันทำงานตามขั้นตอน

แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคมเปิดเผยถึงกรณีการที่การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ลงนามกับกลุ่มเซ็นทรัลเรื่องการต่อสัญญาเช่าที่ดินบริเวณเซ็นทรัลพลาซาลาดพร้าว ว่า การเร่งรัดการดำเนินการเพื่อลงนามต่อสัญญาเช่าทรัพย์สินบริเวณพื้นที่สามเหลี่ยมพหลโยธินแก่บริษัท เซ็นทรัล อินเตอร์พัฒนา จำกัด ของกลุ่มเซ็นทรัล เป็นระยะเวลา 20 ปี มูลค่าผลตอบแทน 2.1 หมื่นล้านบาทนั้น ปรากฎว่าได้พบปมข้อสงสัยหลายประเด็น ตั้งแต่การเปลี่ยนตัวประธานคณะกรรมการมาตรา 13 , การเสนอนายสันติ พร้อมพัฒน์ ซึ่งเป็นรมว.คมนาคมในขณะนั้นเพื่อเร่งเสนอที่ประชุมครม.พิจารณาในวันที่ 2 ธ.ค.51 ให้ทันก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินยุบพรรคพลังประชาชน โดยไม่รอความเห็นจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงบประมาณ และคณะกรรมการมาตรา 13 ยังไม่ได้ประชุมเพื่อพิจารณาประเด็นที่สำนักงานอัยการสูงสุดให้ความเห็นเกี่ยวกับร่างสัญญามา เป็นต้น

ยังพบประเด็นข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า สำนักเลขาธิการครม. ได้ทำหนังสือถึงนายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าฯ ร.ฟ.ท.ลงวันที่ 8 ธ.ค. 2551 แจ้งที่ประชุมครม.วันที่ 2 ธ.ค.2551 ลงมติเห็นชอบการต่อสัญญาเช่าและลงทุนพัฒนาที่ดินระหว่างร.ฟ.ท.กับเซ็นทรัล ตามมาตรา 21 ของพ.ร.บ.ร่วมทุน 2535 โดยให้ร.ฟ.ท.ไปดำเนินการตามความเห็นของสำนักงานอัยการสูงสุดให้ครบถ้วนก่อนลงนามในสัญญาตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ซึ่งนางโฉมศรี อารยะศิริ รองเลขาธิการครม.ปฏิบัติราชการแทนเลขาฯครม.เป็นผู้ลงนามแทน ในขณะที่ร.ฟ.ท.ได้ทำหนังสือแจ้งเซ็นทรัลลงวันที่ 4 ธ.ค.2551 ให้มาลงนามกับร.ฟ.ท.ในวันที่ 9 ธ.ค.2551 หลังจากที่บอร์ดร.ฟ.ท.ได้ประชุมรับทราบมติครม.วันที่ 8 ธ.ค. 2551

นายจารึก อนุพงษ์ ประธานคณะกรรมาธิการคมนาคมวุฒิสภากล่าวว่า กรณีการต่อสัญญาเซ็นทรัลของร.ฟ.ท.นั้น คณะกรรมาธิการคมนาคมฯ พบเงื่อนปมข้อสงสัย ในขั้นตอน การดำเนินงานหลายเรื่อง ดังนั้นจึงได้ทำหนังสือประสานไปยังคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล และ คณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน วุฒิสภาเพื่อตั้งอนุกรรมการร่วมในการตรวจสอบการต่อสัญญาเซ็นทรัลแล้ว โดยเห็นเป็นโครงการใหญ่มีมูลค่าผลตอบแทน 2.1 หมื่นล้านบาท ในระยะเวลา 20 ปี ควรจะต้องมีความโปร่งใส

**"นคร"ขอความเป็นธรรม

นายถวัลย์รัฐ อ่อนศิระ รองปลัดกระทรวงคมนาคมในฐานะประธานคณะกรรมการ การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กล่าวว่า วานนี้ (25 ธ.ค.) นายนคร จันทรศร รองผู้ว่าการ ร.ฟ.ท. ได้เข้าพบเพื่อขอความเป็นธรรมและแสดงเอกสารประกอบ กรณีมีการเปลี่ยนแปลงประธานคณะกรรมการมาตรา 13 ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 ซึ่งนายนครเป็นประธานฯ ในการต่อสัญญาเช่าทรัพย์สินบริเวณพื้นที่สามเหลี่ยมพหลโยธินแก่บริษัท เซ็นทรัล อินเตอร์พัฒนา จำกัด โดยมีการอ้างสาเหตุว่า ประธานคณะกรรมการมาตรา 13 ในขณะนั้นหยุดปฏิบัติหน้าที่และไม่ให้ความร่วมมือในการเร่งรัดทำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี จึงต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อไม่ให้ร.ฟ.ท.ได้รับความเสียหาย ซึ่งตนในฐานะประธานบอร์ด ได้รับเรื่องไว้และหากได้รับความไว้วางใจจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมให้บอร์ดร.ฟ.ท.ปฎิบัติหน้าที่ต่อก็จะให้ความเป็นธรรมในเรื่องดังกล่าว

"ตามมารยาทเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลใหม่บอร์ดก็ต้องลาออก แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับรมว.คมนาคม ซึ่งจะต้องรอรับนโยบายหลังจากที่รัฐบาลได้มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว หากผมยังคงได้รับความไว้วางใจให้ทำงานในตำแหน่งประธานบอร์ดร.ฟ.ท.ต่อก็ยืนยันที่จะให้ความเป็นธรรมกรณีที่คุณนคร ถูกกล่าวหาว่าไม่ทำงานจึงต้องเปลี่ยนตัวประธานมาตรา 13 การต่อสัญญาเซ็นทรัล นอกจากนี้ในระหว่างนี้ บอร์ดร.ฟ.ท.จะไม่มีการประชุมใดๆ จนกว่าจะได้รับนโยบายที่ชัดเจน"นายถวัลย์รัฐกล่าว

ด้านนคร จันทรศร รองผู้ว่าฯร.ฟ.ท.กล่าวว่า ได้เข้าพบประธานบอร์ดร.ฟ.ท.เนื่องจากได้รับทราบว่ามีการชี้แจงต่อบอร์ดว่าตนในฐานะประธานคณะกรรมการมาตรา 13 หยุดทำงาน จึงต้องเปลี่ยนตัว จึงต้องชี้แจงข้อเท็จจริงในการทำงานที่ผ่านมาพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากได้รับความเสียหายและหากการประชุมบอร์ดครั้งต่อไป จะต้องมีการรับรองการประชุมเรื่องดังกล่าว ก็จะมีการแก้ไขให้เป็นไปตามข้อเท็จจริง ซึ่งคณะกรรมการมาตรา 13 ได้ส่งร่างสัญญาให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจสอบเมื่อวันที่ 15 ก.ย.51 และอยู่ระหว่างรอการตอบกลับจากอัยการ ซึ่งในระหว่างนั้นวันที่ 21 พ.ย.51 เซ็นทรัลได้หารือกรณีที่ลงนามหลังสัญญาครบกำหนด 18 ธ.ค.51 และได้มีการทำหนังสือประสานเข้ามาแล้วโดยอัยการสูงสุได้แจ้งว่า ตรวจสอบร่างสัญญาเสร็จแล้ว วันที่ 27 พ.ย. 51

ดังนั้นจึงมีการแจ้งว่าจะมีการประชุมคณะกรรมการมาตรา 13 เพื่อนำความเห็นของอัยการสูงสุดที่ตึ้งข้อสังเกตเกี่ยวกับร่างสัญญามาพิจารณา แต่ได้รับการประสานจากกรรมการมาตรา 13 ผู้แทนจากสำนักงบประมาณว่า มีคำสั่งให้ทำเรื่องต่อสัญญาเซ็นทรัลเสนอครม.วันที่ 2 ธ.ค.โดยที่กรรมการมาตรา 13 ยังไม่ได้ประชุม ซึ่งในขณะนี้ตนในฐานะประธานมาตรา 13 ยังไม่ได้ลงนามเสนอเรื่องไปยังรมว.คมนาคม ต่อมาวันที่ 3 ธ.ค. ตนถึงทราบเรื่องว่ามีการเปลี่ยนประธานมาตรา 13 ไปตั้งแต่วันที่ 28 พ.ย.51 จึงต้องชี้แจงเพื่อขอความเป็นธรรมต่อประธานบอร์ดร.ฟ.ท.

โวย"ร.ฟ.ท."ขึ้นค่าเช่าโหด ร้องผู้ว่าฯอุตรดิตถ์คลี่ปม

มติชนรายวัน ปีที่ 31 ฉบับที่ 11237
วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมชาติ คะมีรัตน์ ประธานหอการค้า จ.อุตรดิตถ์ นำผู้เช่าช่วงที่ดิน และอาคารการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ถนนสำราญรื่น ต.ท่าอิฐ อ.เมืองอุตรดิตถ์ 37 ราย ยื่นหนังสือต่อนายสักวรุณ เตชะจิตอาภรณ์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัด ตัวแทนนายธวัชชัย ฟักอังกูร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ ขอความเป็นธรรมกรณี ร.ฟ.ท.เลิกสัญญาเช่าก่อนครบกำหนดในวันที่ 26 กรกฎาคม 2557 และขอขึ้นค่าเช่าจากเดือนละ 1,000 บาท เป็น 5,847 บาทต่อคูหา โดยต่อสัญญาให้ทุก 3 ปี ค่าเช่าจะเพิ่มแล้วแต่ ร.ฟ.ท.กำหนด

นายสมชาติกล่าวว่า ผู้เช่าช่วงดังกล่าวไม่ได้เช่าโดยตรงกับ ร.ฟ.ท.แต่เช่าช่วงจากบริษัท โรงงานเหล็กกรุงเทพ จำกัด จนกระทั่งปี 2544 ร.ฟ.ท.ฟ้องบอกเลิกสัญญากับบริษัท กรุงเทพ จำกัด โดยผู้เช่าช่วงไม่ทราบเรื่อง ตามกฎหมายผู้เช่าช่วงไม่ถือว่าผิดสัญญาแต่ ร.ฟ.ท.กลับมีหนังสือถึงผู้เช่าช่วงทุกรายให้มาทำสัญญาใหม่ถือว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม

นายสักวรุณกล่าวว่า จะเชิญตัวแทนผู้เช่าช่วง ผู้แทน ร.ฟ.ท.และอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์ร่วมหารือหาทางออกปัญหาที่เกิดขึ้น (กรอบบ่าย)